Blog

2026.08.21

ระบบ CEMS โรงงาน ตรวจวัดมลพิษทางอากาศต่อเนื่องและการรายงาน DIW ปี 2026

ระบบ CEMS โรงงาน ตรวจวัดมลพิษทางอากาศต่อเนื่องและการรายงาน DIW ปี 2026

ระบบ CEMS โรงงาน กำลังเป็นหัวข้อที่ผู้จัดการโรงงานและฝ่ายความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยต้องกลับมาทบทวนอีกครั้ง หากโรงงานของท่านมีหม้อไอน้ำ เตาเผา หรือเตาหลอมโลหะ ก็มีความเป็นไปได้ที่โรงงานจะเข้าข่ายต้องติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษทางอากาศจากปล่องแบบต่อเนื่อง หรือ CEMS (Continuous Emission Monitoring System) และส่งข้อมูลออนไลน์ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (DIW) อยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว ที่สำคัญคือขอบเขตของข้อบังคับนี้ไม่ได้หยุดนิ่ง นับตั้งแต่บังคับใช้ทั่วประเทศในปี 2566 เป็นต้นมา ทั้งประเภทกิจการและพื้นที่ที่ต้องปฏิบัติตามก็ขยายเพิ่มขึ้นเป็นระยะ ทำให้โรงงานที่เคยเชื่อว่า “เราไม่เข้าข่าย” ถูกดึงเข้ามาอยู่ในขอบเขตใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ บทความนี้จะสรุปว่าข้อบังคับขยายตัวมาอย่างไร วิธีตรวจสอบว่าโรงงานของท่านเข้าข่ายหรือไม่ รวมถึงจุดสำคัญทางเทคนิคและค่าใช้จ่ายเมื่อมองจากมุมของงาน OT และ IoT ในโรงงาน

CEMS คืออะไร

CEMS คือระบบตรวจวัดมลพิษทางอากาศจากปล่องระบายแบบต่อเนื่อง ทำหน้าที่วัดค่าสารมลพิษที่ระบายออกจากปล่องของโรงงานโดยไม่ต้องหยุดเดินเครื่อง แล้วส่งค่าที่วัดได้เข้าสู่ระบบออนไลน์ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง กลไกของระบบนี้เกิดจากอุปกรณ์ OT หลายตัวทำงานร่วมกัน คือเครื่องวิเคราะห์ก๊าซ (analyzer) ทำการเก็บตัวอย่างและวัดค่าก๊าซในปล่อง จากนั้น data logger จะจัดรูปแบบตัวเลขและส่งผ่านเครือข่ายสื่อสารไปยังศูนย์ IEMC (Industrial Environmental Monitoring Center) ของ DIW

ระบบ CEMS โรงงาน ตรวจวัดมลพิษทางอากาศต่อเนื่องและการรายงาน DIW ปี 2026 - figure 1

สารมลพิษที่ตรวจวัด

รายการที่ CEMS วัดเป็นหลักได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx คำนวณเทียบเป็น NO2) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ความเข้มข้นออกซิเจน (O2 ซึ่งใช้เป็นก๊าซอ้างอิงสำหรับปรับแก้ค่าอื่น) และความทึบแสง (opacity) ที่ใช้แทนความเข้มข้นของฝุ่นละอองในก๊าซไอเสีย บางประเภทกิจการยังต้องวัดอัตราการไหลและอุณหภูมิของก๊าซเพิ่มเติม เพื่อให้คำนวณปริมาณการระบายในเชิงมวลได้ เช่น กิโลกรัมต่อชั่วโมง สารเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของคนและคุณภาพอากาศ ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับก๊าซเรือนกระจกโดยสิ้นเชิง

หน่วยของการรายงานถูกกำหนดแยกตามประเภทกิจการและชนิดสารมลพิษ และโดยทั่วไปจะไม่ส่งค่าทันทีทันใดแบบดิบ ๆ แต่ต้องจัดรูปเป็นค่าเฉลี่ยในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หรือค่าเฉลี่ยรายชั่วโมง ก่อนส่งออกไป ประเด็นที่ควรเคลียร์ตั้งแต่ตอนเลือกรุ่นอุปกรณ์คือ การเฉลี่ยค่านี้จะทำที่ฝั่งเครื่องวิเคราะห์หรือที่ฝั่ง data logger และหากต้องเชื่อมกับ PLC เดิมที่มีอยู่ ควรรวมตรรกะการคำนวณไว้ที่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง เพื่อไม่ให้เกิดการเขียนสูตรซ้ำซ้อนสองที่

ความแตกต่างจากการรายงานก๊าซเรือนกระจก (GHG) Scope 1-2

จุดที่หลายโรงงานสับสนคือความต่างระหว่าง CEMS กับการทำบัญชีคาร์บอนหรือการรายงานก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 ตามที่เราได้อธิบายไว้ในบทความ การแสดงผลปริมาณการปล่อย CO2 ของโรงงานและการคำนวณ Scope 1-2 การคำนวณ Scope 1-2 เป็นกลไกเชิงบัญชี ที่นำปริมาณการใช้เชื้อเพลิงและปริมาณการใช้ไฟฟ้ามา “คำนวณ” ออกมาเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกเพื่อเปิดเผยข้อมูล

ในทางกลับกัน CEMS ที่กล่าวถึงในบทความนี้คือการ “วัดค่าจริง” ของสารมลพิษทางอากาศอย่าง SOx NOx และฝุ่นละออง ที่ปล่องระบายโดยตรง แล้วรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแลแบบเกือบเรียลไทม์ตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งวัตถุประสงค์ สารที่วัด และปลายทางของการรายงานล้วนแตกต่างกัน จึงไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบที่ทำอย่างหนึ่งแล้วอีกอย่างหนึ่งจะหมดความจำเป็น โรงงานจำนวนไม่น้อยมีทั้งสองภาระพร้อมกัน กรณีเช่นนี้การออกแบบให้ใช้โครงข่ายเซนเซอร์และฐานข้อมูลกลางร่วมกันจะช่วยคุมต้นทุนได้จริง

กฎระเบียบของไทยขยายขอบเขตอย่างไร

ขอบเขตการบังคับติดตั้ง CEMS ขยายตัวค่อนข้างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การไล่ดูตามลำดับเวลาจะช่วยให้ไม่พลาดจังหวะที่โรงงานของตนถูกดึงเข้ามาอยู่ในขอบเขต

ช่วงเวลาสาระสำคัญ
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 10 มิถุนายน 2565 และมีผลบังคับใช้ 11 มิถุนายน 2566ขยายหน้าที่รายงานค่ามลพิษจากปล่องระบาย ซึ่งเดิมจำกัดอยู่เพียงบางพื้นที่ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ครอบคลุมโรงงานที่มีหม้อไอน้ำกำลังผลิตไอน้ำตั้งแต่ 30 ตันต่อชั่วโมงขึ้นไป หรือมีปริมาณความร้อนเข้า (heat input) ตั้งแต่ 100 MMBTU ต่อชั่วโมงขึ้นไป รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังความร้อน โรงกลั่นน้ำมัน โรงถลุงและหลอมโลหะ เตาเผาขยะ แก้ว ปูนซีเมนต์ และเยื่อกระดาษ
ประกาศ 8 สิงหาคม 2567 มีผลบังคับใช้ 9 สิงหาคม 2567 (ฉบับ พ.ศ. 2567)ประกาศแก้ไขที่ขยายประเภทกิจการที่เข้าข่ายเป็น 13 ประเภท โดยกำหนดรายการสารมลพิษที่ต้องวัดแยกตามประเภทกิจการในบัญชีแนบท้าย
กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569ประกาศกฎเกณฑ์เพิ่มเติมสำหรับโรงงานที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ยกระดับการเฝ้าระวังและการเปิดเผยข้อมูลในพื้นที่เมือง

จากตารางจะเห็นว่าข้อบังคับขยายตัวไปตามสองแกนคู่ขนาน คือแกนพื้นที่ที่เข้าข่าย และแกนประเภทกิจการกับเกณฑ์ขนาดเครื่องจักร เบื้องหลังคือความสนใจของสังคมต่อปัญหา PM2.5 และคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมื่อความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กในช่วงฤดูแล้งกลายเป็นข่าวทุกปี DIW จึงเดินหน้านโยบายเปิดเผยข้อมูลการระบายจากปล่องโรงงานสู่สาธารณะมากขึ้น และมีการจัดทำช่องทางเผยแพร่ข้อมูลที่เก็บผ่านระบบออนไลน์ของ IEMC ทางแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนด้วย พูดอีกอย่างคือ CEMS กำลังเปลี่ยนสถานะจากระบบที่ “รายงานให้ราชการเท่านั้น” ไปเป็นระบบที่ “ชุมชนรอบโรงงานและคู่ค้าก็ตรวจสอบสถานะการระบายได้”

โรงงานอาหาร เคมี ฟอกย้อมสิ่งทอ กระดาษ ยาง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีหม้อไอน้ำ หม้อนึ่งความดัน เตาอบแห้ง หรือเตาเผา แม้จะไม่เข้าข่ายในช่วงเริ่มต้น ก็ควรตรวจสอบเป็นระยะว่าถูกดึงเข้ามาอยู่ในขอบเขตใหม่จากการทบทวนเกณฑ์ขนาดหรือเงื่อนไขพื้นที่แล้วหรือยัง กรณีที่พบบ่อยคือโรงงานแปรรูปอาหารที่เปลี่ยนหรือเพิ่มหม้อไอน้ำเพื่อรองรับกำลังการผลิตที่สูงขึ้น แล้วเครื่องใหม่มีกำลังผลิตไอน้ำเกินเกณฑ์ 30 ตันต่อชั่วโมง จนกระทั่งงานติดตั้งเสร็จแล้วจึงเพิ่งรู้ว่ากลายเป็นเครื่องจักรที่เข้าข่าย หากใส่ประเด็นความจำเป็นของ CEMS เข้าไปตั้งแต่ขั้นวางแผนลงทุนเครื่องจักร ก็จะไม่ต้องมาเร่งหางบประมาณและเวลาเพิ่มตอนใกล้จะเดินเครื่องจริง

วิธีตรวจสอบว่าโรงงานของท่านเข้าข่ายหรือไม่

หากยังไม่แน่ใจ ลองไล่ตรวจตามรายการต่อไปนี้ทีละข้อจะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น

  • โรงงานมีหม้อไอน้ำ เตาอบแห้ง เตาเผา เตาหลอมโลหะ หรืออุปกรณ์เผาไหม้ที่ระบายก๊าซไอเสียออกทางปล่องหรือไม่
  • หากเป็นหม้อไอน้ำ กำลังผลิตไอน้ำถึง 30 ตันต่อชั่วโมงขึ้นไป หรือปริมาณความร้อนเข้าเกิน 100 MMBTU ต่อชั่วโมงหรือไม่
  • ประเภทกิจการอยู่ในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังความร้อน โรงกลั่นน้ำมัน โรงถลุงและหลอมโลหะ เตาเผาขยะ แก้ว ปูนซีเมนต์ เยื่อกระดาษ หรืออยู่ใน 13 ประเภทกิจการที่เพิ่มเข้ามาตามประกาศแก้ไขปี 2567 หรือไม่
  • ที่ตั้งโรงงานอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครหรือไม่ หรือมีข้อกำหนดของผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมที่เรียกรายงานค่ามลพิษเพิ่มเติมหรือไม่
  • ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หรือเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) มีข้อกำหนดเรื่องการตรวจวัดก๊าซไอเสียระบุไว้หรือไม่

หากเข้าข่ายแม้เพียงข้อเดียว ขอแนะนำให้สอบถามเป็นรายกรณีไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดในพื้นที่ ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (DIW) หรือผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรม โรงงานที่มีขนาดใกล้เคียงเกณฑ์ควรตรวจซ้ำทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแผนการผลิต เพราะการเพิ่มกำลังการผลิตเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทะลุเกณฑ์ได้บ่อยที่สุด

ตัวอย่างที่สะดุดกันบ่อยคือโรงงานแปรรูปอาหารซึ่งเดิมเดินเครื่องด้วยหม้อไอน้ำกำลังผลิตไอน้ำราว 20 ตันต่อชั่วโมง แล้วเปลี่ยนมาใช้หม้อไอน้ำระดับ 35 ตันต่อชั่วโมงเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ผลคือเครื่องใหม่มีขนาดเกินเกณฑ์และกลายเป็นเครื่องจักรที่เข้าข่ายทันที ในขั้นตอนอนุมัติการเปลี่ยนหม้อไอน้ำ หัวข้อที่ถูกพิจารณามักวนอยู่กับประสิทธิภาพพลังงานและต้นทุนเชื้อเพลิง โดยไม่ค่อยมีใครหยิบเรื่องความจำเป็นของ CEMS ขึ้นมาพิจารณาด้วย หากตรวจสอบความเข้าข่ายตามเกณฑ์ขนาดตั้งแต่ตอนพิจารณาลงทุน และกันงบประมาณกับระยะเวลางานติดตั้งไว้พร้อมกับงานเปลี่ยนหม้อไอน้ำ ก็จะไม่ต้องลงทุนเพิ่มแบบกะทันหันหลังเริ่มเดินเครื่องแล้ว

โครงสร้างเทคนิคของ CEMS ในมุมมอง OT

CEMS ไม่ใช่เครื่องมือวัดตัวเดียวโดด ๆ แต่เป็นระบบขนาดย่อมที่อุปกรณ์ OT หลายตัวทำงานประสานกัน เวลาพิจารณาติดตั้ง การแยกคิดออกเป็น 4 ชั้นต่อไปนี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมได้ง่ายขึ้น

ระบบ CEMS โรงงาน ตรวจวัดมลพิษทางอากาศต่อเนื่องและการรายงาน DIW ปี 2026 - figure 2

ชั้นที่ 1 เครื่องวิเคราะห์ก๊าซ (Analyzer)

ติดตั้งลงในปล่องโดยตรง หรือผ่านชุดท่อเก็บตัวอย่าง เพื่อวัดความเข้มข้นของก๊าซอย่าง SO2 NOx CO และ O2 พร้อมค่าความทึบแสง วิธีติดตั้งแบ่งได้เป็นแบบ in-situ ที่สอดหัววัดเข้าไปในปล่องโดยตรง กับแบบ extractive ที่ดูดก๊าซออกมาวัดในห้องวิเคราะห์ ความเหมาะสมของแต่ละแบบขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณฝุ่นในก๊าซไอเสีย

วิธีติดตั้งเงื่อนไขที่เหมาะสมข้อควรระวัง
แบบ in-situปล่องมีขนาดค่อนข้างใหญ่ และมีพื้นที่ติดตั้งเพียงพอหัววัดสัมผัสก๊าซโดยตรง จึงต้องเลือกรุ่นที่ทนทานพอสำหรับสภาพอุณหภูมิสูง ความชื้นสูง และฝุ่นมาก
แบบ extractiveปล่องแคบ หรือต้องการตั้งห้องวิเคราะห์แยกเพื่อรวมการดูแลหลายปล่องไว้ที่เดียวหากละเลยการควบคุมการควบแน่นในท่อเก็บตัวอย่างและการรักษาอุณหภูมิของ heated line ค่าที่วัดได้จะแกว่งง่าย

สิ่งที่สำคัญเหมือนกันไม่ว่าจะเลือกวิธีใด คือการเลือกจุดเก็บตัวอย่างให้เหมาะกับรูปทรงของปล่องเดิมที่มีอยู่ หากไปวางจุดเก็บตัวอย่างในตำแหน่งที่การไหลของก๊าซไอเสียไม่สม่ำเสมอ ก็จะได้ตัวเลขที่ไม่เป็นตัวแทนของสภาพจริงไปตลอด และปัญหานี้แก้ด้วยการสอบเทียบอย่างเดียวไม่ได้ หากกำลังพิจารณาติดตั้งเพิ่มกับเครื่องจักรเดิม แนะนำให้ตรวจสภาพการไหลของก๊าซภายในปล่องอย่างคร่าว ๆ ก่อนลงมือติดตั้ง

ชั้นที่ 2 Data Logger และการประมวลผล

ชั้นนี้รับสัญญาณจากเครื่องวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณ 4-20 mA หรือการสื่อสารดิจิทัลอย่าง Modbus แล้วทำการปรับแก้ด้วยค่าออกซิเจน แปลงหน่วย และคำนวณค่าเฉลี่ยรายช่วงเวลา สำหรับโรงงานที่มี PLC หรือระบบ SCADA อยู่แล้ว จุดตัดสินใจสำคัญคือจะวาง data logger ตัวนี้ไว้ตรงไหนของเครือข่าย OT

ตรรกะของงานนี้ใกล้เคียงกับการวางระบบเซนเซอร์เก็บข้อมูลชนิดอื่นในโรงงานมาก ดังที่เราเคยอธิบายไว้ในบทความเรื่อง ระบบตรวจวัดการใช้ไฟฟ้าในโรงงาน ซึ่งเป็นการเก็บค่าจากมิเตอร์อย่างต่อเนื่องแล้วรวมศูนย์เช่นเดียวกัน ความแตกต่างอยู่ที่ CEMS มีปลายทางเป็นหน่วยงานราชการและมีผลผูกพันตามกฎหมาย จะเลือกให้ไปอาศัยระบบ SCADA เดิมร่วมกัน หรือแยกออกมาเป็นสายงานอิสระเฉพาะสำหรับการรายงานตามกฎหมาย เป็นการตัดสินใจที่ผูกกับขอบเขตความรับผิดชอบเมื่อเกิดข้อมูลขาดหายซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป

ชั้นที่ 3 การสื่อสารและความปลอดภัยของเครือข่าย

โดยหลักการแล้วข้อมูลจะถูกส่งออนไลน์ไปยัง IEMC ของ DIW อย่างต่อเนื่องในระดับเกือบเรียลไทม์ จุดที่มักถูกมองข้ามคือ เมื่อเส้นทางสื่อสารสำหรับรายงานตามกฎหมายถูกเชื่อมออกสู่เครือข่ายภายนอก เส้นทางนั้นก็กลายเป็นขอบเขตที่ต้องดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัย OT ไปโดยปริยาย หากยึดตามแนวคิดการแบ่งโซนที่เราอธิบายไว้ในบทความ ความปลอดภัย OT สำหรับโรงงานในประเทศไทย หลักพื้นฐานคือแยกสายสื่อสารของ CEMS ออกจากเครือข่ายควบคุมการผลิตในเชิงตรรกะ และตั้งกฎไฟร์วอลล์ให้ผ่านได้เฉพาะการสื่อสารที่จำเป็นเท่านั้น หากสายงานที่มีหน้าที่รายงานตามกฎหมายอยู่ในเซกเมนต์เดียวกับเครือข่ายควบคุมสายการผลิต ผลกระทบจากเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยก็อาจลามไปถึงระบบรายงานตามกฎหมายด้วย

ชั้นที่ 4 การบันทึกและแก้ไขเมื่อข้อมูลขาดหายหรือผิดปกติ

เมื่อเกิดช่วงเวลาที่ส่งข้อมูลไม่ได้ ไม่ว่าจะจากสายสื่อสารขาด ไฟดับ หรืออยู่ระหว่างงานสอบเทียบ โรงงานจำเป็นต้องมีระเบียบปฏิบัติที่บันทึกสาเหตุและระยะเวลาจนกว่าจะกลับมาส่งได้ พร้อมรายงานต่อ DIW เมื่อจำเป็น การที่ข้อมูลขาดหายไม่ได้แปลว่าผิดกฎหมายทันที แต่หากช่วงขาดหายยืดยาวโดยไม่มีคำอธิบาย หรือเกิดขึ้นซ้ำบ่อยครั้ง ก็มีแนวโน้มจะถูกหน่วยงานกำกับดูแลเข้าตรวจสอบในพื้นที่ ประเด็นสำคัญคือควรออกแบบให้เป็น “กลไกที่ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง” ไม่ใช่แค่การติดตั้งเครื่องมือวัด ซึ่งครอบคลุมถึงการเตรียมไฟฟ้าสำรอง การจัดหาอะไหล่สำรอง และการบริหารตารางสอบเทียบด้วย

ค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง

ค่าใช้จ่ายของ CEMS แปรผันมากตามจำนวนชนิดก๊าซที่ต้องวัด อุปกรณ์เดิมที่มีอยู่ และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร แนวทางที่ช่วยให้เปรียบเทียบใบเสนอราคาได้ง่ายขึ้นคือ แยกค่าใช้จ่ายออกเป็น 5 ชั้นตามตารางด้านล่าง

ชั้นค่าใช้จ่ายเนื้อหาโดยสังเขประดับค่าใช้จ่าย
ตัวเครื่องวิเคราะห์ก๊าซชุดเครื่องวิเคราะห์ตามจำนวนรายการที่ต้องวัด เช่น SO2 NOx CO O2 และความทึบแสงสัดส่วนสูงที่สุดของทั้งหมด
ระบบเก็บตัวอย่างหัววัด heated line ชุดลดความชื้นและดักฝุ่น สำหรับกรณีเลือกแบบ extractiveระดับปานกลาง
Data logger และอุปกรณ์สื่อสารหน่วยประมวลผล โมเด็มสื่อสาร และอินเทอร์เฟซสำหรับเชื่อมกับอุปกรณ์ OT เดิมระดับปานกลาง
งานติดตั้งและงานโยธาการเจาะปล่อง ติดตั้งโครงรองรับ เดินสายไฟและสายสัญญาณ งานตัดต่อเข้าระบบเดิมแกว่งมากตามสภาพหน้างาน
การสอบเทียบและงานบำรุงรักษาการสอบเทียบตามรอบด้วยก๊าซ zero และ span การเปลี่ยนวัสดุสิ้นเปลือง และทีมเฝ้าระวังการสื่อสารต้นทุนต่อเนื่องรายปี

ค่าใช้จ่ายงานติดตั้งเป็นรายการที่ขึ้นลงได้มากที่สุด ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของปล่องเดิมและความสามารถในการทำงานโดยไม่ต้องหยุดเดินเครื่อง หากต้องตัดต่อเข้าระบบเดิมโดยไม่หยุดการผลิต แนวทางปฏิบัติทั่วไปคือวางแผนให้ตรงกับช่วงหยุดซ่อมบำรุงตามรอบ และในทางปฏิบัติ โรงงานส่วนใหญ่ที่ต้องปรับปรุงอุปกรณ์เดิมร่วมด้วยมักเผื่อเวลาไว้ราวหลายเดือนถึงประมาณครึ่งปี นับจากเริ่มพิจารณาจนถึงเริ่มใช้งานจริง

ค่าบำรุงรักษาก็เป็นอีกรายการที่มักถูกมองข้าม การสอบเทียบตามรอบด้วยก๊าซ zero และ span ไม่ได้มีเพียงค่าวัสดุสิ้นเปลืองเท่านั้น แต่ระหว่างทำงานสอบเทียบยังต้องถอดเครื่องวิเคราะห์ออกจากสายวัดชั่วคราว จึงต้องบรรจุไว้ในตารางประจำปีควบคู่กับแผนการผลิตและระเบียบการบันทึกข้อมูลขาดหาย อีกประเด็นที่เป็นลักษณะเฉพาะของฐานการผลิตในต่างประเทศคือ ระยะเวลาจัดหาก๊าซมาตรฐานสำหรับสอบเทียบและอะไหล่สำรองมักยาวกว่าที่ญี่ปุ่น ซึ่งควรนำมาคิดตอนวางแผนงานบำรุงรักษาด้วย

ขั้นตอนการดำเนินการติดตั้ง

การติดตั้ง CEMS ไม่ใช่งานง่าย ๆ ที่แค่สั่งซื้อเครื่องมือวัดแล้วมาติดตั้ง แต่ต้องวางแผนเป็นลำดับต่อเนื่องตั้งแต่ขั้นยืนยันสถานะตามกฎระเบียบไปจนถึงขั้นเริ่มใช้งานจริง ขั้นตอนมาตรฐานมีดังนี้

  • ยืนยันความเข้าข่าย โดยเทียบขนาดหม้อไอน้ำและประเภทกิจการ แล้วสอบถามเป็นรายกรณีไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดหรือผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมตามความจำเป็น
  • สำรวจปล่องและเลือกจุดเก็บตัวอย่าง โดยตรวจรูปทรง อุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณฝุ่นของปล่องเดิม เพื่อตัดสินใจระหว่างแบบ in-situ กับแบบ extractive
  • ออกแบบการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ OT เดิม โดยตัดสินใจว่าจะใช้ระบบ SCADA หรือระบบเฝ้าระวังพลังงานเดิมร่วมกัน หรือแยกเป็นสายงานอิสระเฉพาะการรายงานตามกฎหมาย พร้อมออกแบบความปลอดภัยของเส้นทางสื่อสารไปด้วยกัน
  • วางแผนงานติดตั้ง โดยตรวจว่างานส่วนใดทำได้โดยไม่ต้องหยุดการผลิต และหากต้องตัดต่อเข้าระบบเดิม ให้จัดตารางให้ตรงกับช่วงหยุดซ่อมบำรุงตามรอบ
  • ทดลองเดินเครื่องและสอบเทียบครั้งแรก โดยสอบเทียบด้วยก๊าซ zero และ span แล้วทดสอบส่งข้อมูลไปยัง IEMC ของ DIW เพื่อยืนยันเส้นทางสื่อสาร
  • จัดทำระเบียบปฏิบัติในการใช้งาน ทั้งตารางสอบเทียบตามรอบ ขั้นตอนบันทึกและรายงานเมื่อข้อมูลขาดหาย และเอกสารส่งมอบงานเมื่อมีการเปลี่ยนผู้รับผิดชอบ
ระบบ CEMS โรงงาน ตรวจวัดมลพิษทางอากาศต่อเนื่องและการรายงาน DIW ปี 2026 - figure 3

หากให้ฝ่ายซ่อมบำรุงหน้างาน ฝ่าย IT และ OT รวมถึงฝ่ายจัดการสิ่งแวดล้อม แบ่งปันข้อมูลร่วมกันตั้งแต่ขั้นวางแผน ก็จะไม่เกิดช่องว่างของบทบาทในช่วงใช้งานจริงหลังติดตั้ง เช่นคำถามว่าใครเป็นคนสอบเทียบ หรือถ้าสัญญาณสื่อสารขาดใครเป็นคนจัดการ โดยเฉพาะโรงงานในประเทศไทยที่อยู่ในเครือบริษัทญี่ปุ่น มักพบว่าฝ่ายจัดการสิ่งแวดล้อมของสำนักงานใหญ่กับฝ่ายโรงงานในไทยเข้าใจรูปแบบรายงานและระบบหน่วยไม่ตรงกัน การอธิบายกลไกการรายงานให้สำนักงานใหญ่รับทราบตั้งแต่ช่วงเริ่มติดตั้งจะช่วยให้การตอบคำถามในภายหลังราบรื่นขึ้นมาก

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

จุดที่ทำให้การติดตั้ง CEMS สะดุด มักไม่ได้อยู่ที่ความแม่นยำของการวัด แต่อยู่ที่การออกแบบวิธีใช้งาน

  • ติดตั้งเป็นระบบโดดเดี่ยวเฉพาะเพื่อการรายงานตามกฎหมาย โดยไม่เชื่อมกับระบบบริหารการผลิตหรือระบบเฝ้าระวังพลังงาน ทำให้องค์ความรู้ในการใช้งานหายไปพร้อมกับการโยกย้ายหรือลาออกของผู้รับผิดชอบ
  • ไม่บรรจุตารางสอบเทียบเข้าไปในแผนบำรุงรักษาเครื่องจักร หากลืมสอบเทียบตามรอบ ความน่าเชื่อถือของค่าที่วัดได้จะถูกตั้งคำถาม และเสี่ยงถูกชี้ประเด็นเมื่อมีการตรวจสอบ
  • ผลักเรื่องการออกแบบความปลอดภัยของเส้นทางสื่อสารไปไว้ทีหลัง หากไม่ได้ออกแบบเครือข่ายโดยคำนึงตั้งแต่แรกว่าสายงานนี้ต้องสื่อสารออกภายนอกตลอดเวลา การแก้ไขย้อนหลังจะมีต้นทุนสูง
  • โรงงานที่มีขนาดใกล้เคียงเกณฑ์ละเลยการตรวจซ้ำเมื่อเพิ่มกำลังการผลิต การขยายกำลังผลิตอาจทำให้ขนาดหม้อไอน้ำทะลุเกณฑ์ และกลายเป็นเครื่องจักรที่เข้าข่ายโดยไม่รู้ตัว
  • ปล่อยให้ระเบียบการบันทึกและรายงานเมื่อข้อมูลขาดหายขึ้นอยู่กับหน้างานล้วน ๆ หากไม่กำหนดล่วงหน้าว่าใคร เมื่อไร และบันทึกอย่างไร เมื่อเกิดเหตุจริงการรับมือจะตามหลังเสมอ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

CEMS ต่างจากการรายงาน GHG/CO2 อย่างไร?

CEMS คือหน้าที่ตามกฎหมายในการวัดสารมลพิษทางอากาศ เช่น SOx NOx และฝุ่นละออง ที่ปล่องระบายโดยตรงแล้วรายงานต่อ DIW ส่วนการคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นกลไกเชิงบัญชี ที่นำปริมาณการใช้เชื้อเพลิงและไฟฟ้ามาคำนวณออกมาเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจก ทั้งสารที่พิจารณา วิธีคำนวณ และปลายทางการรายงานล้วนต่างกัน โรงงานที่ต้องทำทั้งสองอย่างควรใช้เซนเซอร์และฐานข้อมูลร่วมกันเท่าที่ทำได้ เพื่อให้เงินลงทุนคุ้มค่าขึ้น

ค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง CEMS อยู่ที่เท่าไร?

มีช่วงราคากว้างตามจำนวนรายการที่ต้องวัดและอุปกรณ์เดิมที่มีอยู่ แนะนำให้แตกใบเสนอราคาออกเป็น 5 ชั้น คือตัวเครื่องวิเคราะห์ ระบบเก็บตัวอย่าง data logger กับอุปกรณ์สื่อสาร งานติดตั้ง และงานบำรุงรักษา แล้วตรวจสอบเป็นรายกรณีตามโครงสร้างปล่องและเงื่อนไขการเดินเครื่องของโรงงานตนเอง ข้อควรระวังคือแม้จำนวนรายการที่วัดเท่ากัน ยอดรวมก็ต่างกันได้มากตามความยากง่ายของงานติดตั้ง

หม้อไอน้ำขนาดเล็กเข้าข่ายหรือไม่?

หากกำลังผลิตไอน้ำต่ำกว่า 30 ตันต่อชั่วโมง และปริมาณความร้อนเข้าต่ำกว่า 100 MMBTU ต่อชั่วโมง ตามเกณฑ์ระดับประเทศที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก็ยังไม่เข้าข่ายในทันที แต่เนื่องจากขอบเขตขยายตัวเป็นระยะ ดังที่เห็นจากการขยายประเภทกิจการในปี 2567 และกฎเกณฑ์เพิ่มเติมสำหรับกรุงเทพมหานครในปี 2569 จึงควรตรวจสอบเป็นประจำว่ามีการทบทวนกำลังของเครื่องจักรจากการเพิ่มการผลิต หรือมีกฎเพิ่มเติมเฉพาะของนิคมอุตสาหกรรมหรือไม่

หากไม่รายงานต่อ DIW จะเกิดอะไรขึ้น?

หากละเลยหน้าที่รายงานที่ผูกกับเงื่อนไขใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานอย่างต่อเนื่อง ก็อาจถูกหน่วยงานกำกับดูแลเข้าตรวจสอบในพื้นที่หรือออกคำสั่งให้แก้ไขได้ กรณีที่ข้อมูลขาดหายก็เช่นกัน การเก็บบันทึกสาเหตุและกำหนดเวลาที่คาดว่าจะกลับมาส่งได้ ให้อยู่ในสภาพที่อธิบายได้เสมอ คือแนวปฏิบัติที่ช่วยลดภาระตอนรับการตรวจสอบ

สามารถดูข้อมูลหลายโรงงานในหน้าจอเดียวได้หรือไม่?

หากติดตั้ง CEMS ไว้หลายแห่ง เพียงกำหนดรูปแบบข้อมูลขาออกของ data logger ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ในทางเทคนิคก็สร้างแดชบอร์ดที่สำนักงานใหญ่หรือฝ่ายจัดการสิ่งแวดล้อมใช้ดูสถานะการระบายข้ามโรงงานได้ แยกจากการรายงานรายแห่งไปยัง DIW และหากจะเชื่อมกับระบบเฝ้าระวังพลังงานหรือระบบบริหารการผลิตเดิม ควรแยกสายงานที่มีหน้าที่รายงานตามกฎหมายออกจากสายงานที่ใช้ดูข้อมูลภายในในเชิงตรรกะ เพื่อให้การปรับปรุงฝั่งหนึ่งไม่กระทบอีกฝั่ง ปัจจุบันความต้องการเปรียบเทียบข้อมูลสิ่งแวดล้อมข้ามประเทศและข้ามโรงงานจากฝั่งสำนักงานใหญ่ก็เพิ่มขึ้น หากแต่ละแห่งใช้รุ่นอุปกรณ์และรูปแบบข้อมูลต่างกันไปหมด งานแปลงข้อมูลตอนจะมารวมภายหลังจะกลายเป็นภาระแทน

สรุป

ระบบตรวจวัดมลพิษทางอากาศจากปล่องแบบต่อเนื่องหรือ CEMS ในประเทศไทย ขยายทั้งประเภทกิจการและพื้นที่ที่เข้าข่ายมาอย่างต่อเนื่องนับจากเริ่มบังคับใช้ทั่วประเทศในปี 2566 เมื่อดูลำดับจากการขยายเป็น 13 ประเภทกิจการในปี 2567 มาจนถึงกฎเกณฑ์เพิ่มเติมสำหรับกรุงเทพมหานครในปี 2569 ก็สมเหตุสมผลที่จะมองว่าโรงงานขนาดกลางซึ่งเดิมไม่เข้าข่าย ยังมีโอกาสถูกดึงเข้ามาอยู่ในขอบเขตใหม่จากการเพิ่มกำลังผลิตหรือการทบทวนกฎระเบียบต่อไปอีก CEMS คือระบบ OT ที่ประกอบด้วย 4 ชั้น ได้แก่ เครื่องวิเคราะห์ data logger การสื่อสาร และการรับมือเมื่อข้อมูลขาดหาย การติดตั้งโดยมองเป็นกลไกที่ต้องเดินได้ต่อเนื่องและสอดคล้องกับ SCADA เดิมและการออกแบบความปลอดภัย OT จะได้เปรียบทั้งด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบและภาระงานประจำ ยิ่งเป็นโรงงานที่กำลังวางแผนเปลี่ยนหรือเพิ่มหม้อไอน้ำและเตาเผา การตรวจสอบความเข้าข่ายตามเกณฑ์ขนาดตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็ยิ่งคุ้มค่า

ตั้งแต่การตรวจสอบเบื้องต้นว่าโรงงานของท่านเข้าข่าย CEMS หรือไม่ ไปจนถึงการออกแบบการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ OT และระบบเฝ้าระวังพลังงานที่มีอยู่เดิม ท่านสามารถปรึกษาเราได้แม้จะยังอยู่ในขั้นที่ยังตัดสินใจไม่ได้ หากท่านมีหม้อไอน้ำหรือเตาเผาและอยากตรวจสอบว่าเข้าเกณฑ์ขนาดหรือประเภทกิจการหรือไม่ หรือกำลังพิจารณาว่าจะให้ CEMS อยู่ร่วมกับระบบ SCADA และระบบเฝ้าระวังพลังงานเดิมอย่างไร เพียงเล่าโครงสร้างอุปกรณ์ปัจจุบันให้เราฟัง เราก็ยินดีช่วยเรียบเรียงว่าจำเป็นต้องดำเนินการหรือไม่และควรเริ่มจากตรงไหน แม้จะเป็นเพียงคำถามสั้น ๆ ก็ติดต่อเราได้ที่ หน้าติดต่อเรา

ข้อมูลอ้างอิง