ค่าไฟฟ้าในประเทศไทยปี 2026 อยู่ในทิศทางขาขึ้น และสำหรับงวดเดือนกันยายน–ธันวาคม ได้มีการนำข้อเสนอปรับค่า Ft (ค่าไฟฟ้าผันแปร) จาก 0.1623 บาท/kWh ขึ้นไปสูงสุดถึง 0.9482 บาท/kWh เข้าสู่เวทีรับฟังความคิดเห็น (ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ยังไม่มีข้อสรุป) หากข้อเสนอสูงสุดผ่าน โรงงานที่ใช้ไฟเดือนละ 250,000 kWh จะมีภาระเพิ่มขึ้นเกิน 2 ล้านบาทต่อปี ราคาต่อหน่วยเป็นสิ่งที่โรงงานกำหนดเองไม่ได้ แต่ “ใช้เมื่อไร ใช้ที่ไหน ใช้เท่าไร” เปลี่ยนได้ และรากฐานของการเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นคือระบบติดตามการใช้พลังงาน บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่โครงสร้างค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมของไทย รายละเอียดบิลค่าไฟของโรงงานตัวอย่าง ตัวเลขประมาณการที่ประหยัดได้ โครงสร้างค่าใช้จ่าย ไปจนถึงขั้นตอนการติดตั้งให้ใช้งานจริงได้ภายใน 90 วัน
ปี 2026 เกิดอะไรขึ้นกับค่าไฟของโรงงานในไทย
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของค่าไฟและข้อเสนอปรับ Ft (ยังไม่ยุติ)
เริ่มจากข้อเท็จจริงก่อน ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ. / ERC) เผยแพร่ อยู่ที่ 3.88 บาท/kWh สำหรับงวดมกราคม–เมษายน 2026 และ 3.95 บาท/kWh สำหรับงวดพฤษภาคม–สิงหาคม 2026 (เพิ่มขึ้น +1.8% จากงวดก่อน) โดยงวดพฤษภาคม–สิงหาคมแยกเป็นค่าไฟฟ้าฐาน (Base Tariff) 3.78 บาท/kWh และค่า Ft 0.1623 บาท/kWh (16.23 สตางค์)
ประเด็นอยู่ที่งวดถัดไป ในเวทีรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 13–20 กรกฎาคม 2026 มีการเสนอค่า Ft สำหรับงวดกันยายน–ธันวาคมไว้ 4 ทางเลือก ครอบคลุมช่วง 0.1623–0.9482 บาท/kWh ส่วนค่าไฟรวมมีทางเลือก 4 ระดับคือ 3.95 / 4.20 / 4.25 / 4.73 บาท/kWh ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ ยังไม่มีข้อสรุปว่าทางเลือกใดจะถูกนำมาใช้
ลองตรวจความสัมพันธ์ของตัวเลข (ต่อไปนี้เป็นการคำนวณโดยบทความนี้)
- กรณีคงเดิม: 3.78 + 0.1623 = 3.9423 บาท/kWh → สอดคล้องกับค่าที่ประกาศ 3.95 บาท/kWh
- กรณีสูงสุด: 3.78 + 0.9482 = 4.7282 บาท/kWh → สอดคล้องกับค่าที่ประกาศ 4.73 บาท/kWh
- อัตราส่วนการเพิ่มของ Ft: 0.9482 ÷ 0.1623 = ประมาณ 5.8 เท่า
อนึ่ง การนำค่าไฟฟ้าฐานบวกกับ Ft ตรง ๆ จะได้ 3.9423 บาท/kWh ซึ่งไม่ตรงกับค่าเฉลี่ย 3.95 บาท/kWh ที่ กกพ. ประกาศในทศนิยมตำแหน่งที่ 2 ส่วนต่างนี้มาจากการจัดสรรค่าบริการและการปัดเศษ ในบทความนี้ การประมาณการทั้งหมดจะใช้วิธีบวกทีละองค์ประกอบ ได้แก่ ค่าไฟฟ้าฐาน ค่าพลังงานไฟฟ้าแบบ TOU ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า และค่า Ft เพื่อให้ตามรอยที่มาของตัวเลขได้
แค่รู้ว่า “ค่าไฟต่อหน่วยแพงขึ้น” ยังทำอะไรไม่ได้
สิ่งที่มักเกิดขึ้นในโรงงานเมื่อเห็นข่าวขึ้นค่าไฟ คือประกาศทั่วบริษัทว่า “ค่าไฟแพงขึ้น ช่วยกันประหยัดไฟด้วย” แล้วตามด้วยการปิดหลอดไฟและลดแอร์บางจุด แต่ค่าไฟส่วนใหญ่ของโรงงานถูกใช้ไปกับเครื่องจักรในการผลิต การปิดไฟในสำนักงานแทบไม่ขยับตัวเลขในบิลเลย
การจะตัดสินใจว่าจะลงมือทำอะไร ต้องแยกให้ออกก่อนว่ายอดเงินในบิลเกิดจาก การคูณกันขององค์ประกอบใดบ้าง ค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมของไทยแบ่งใหญ่ ๆ ได้ 4 ส่วน
- ค่าไฟฟ้าฐาน (Base Tariff)
- ค่า Ft (ค่าไฟฟ้าผันแปร)
- ค่าพลังงานไฟฟ้าแบบ TOU (อัตรา kWh แยกตามช่วง On Peak / Off Peak)
- ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า (Demand Charge — คิดตาม kW)
ในสี่ข้อนี้ ค่าไฟฟ้าฐานและค่า Ft เป็นสิ่งที่ฝั่งโรงงานขยับเองไม่ได้แม้แต่บาทเดียว สิ่งที่โรงงานขยับได้มี 3 เรื่อง นั่นคือ “จะใช้ในช่วงเวลาไหน (TOU)” “จะกดพีคไว้ที่กี่ kW (ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า)” และ “จะใช้ทั้งหมดกี่ kWh” ระบบติดตามการใช้พลังงาน หรือที่เรียกกันว่าระบบมอนิเตอร์พลังงานไฟฟ้า / EMS (Energy Management System) สร้างมูลค่าตรงจุดทั้งสามนี้พอดี
แยกโครงสร้างค่าไฟฟ้าอุตสาหกรรมออกเป็น 4 ส่วน
① ค่าไฟฟ้าฐาน — ต้นทุนผลิต ส่ง และจำหน่ายไฟฟ้า
ค่าไฟฟ้าฐานอยู่ที่ 3.78 บาท/kWh (งวดพฤษภาคม–สิงหาคม) เป็นส่วนที่ครอบคลุมต้นทุนโรงไฟฟ้าและระบบสายส่ง–สายจำหน่าย เป็นตัวเลขเชิงนโยบายที่มีการทบทวนเป็นระยะ โรงงานไม่สามารถเปลี่ยนได้ด้วยการบริหารการผลิต
② ค่า Ft — ส่วนที่ผันแปรตามราคาเชื้อเพลิงและอัตราแลกเปลี่ยน
ค่า Ft คือรายการปรับที่สะท้อนความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง อัตราแลกเปลี่ยน และสัดส่วนเชื้อเพลิงเข้าสู่ค่าไฟ มีการทบทวนทุก 4 เดือน โดยงวดพฤษภาคม–สิงหาคมอยู่ที่ 0.1623 บาท/kWh เนื่องจากคิดตามหน่วย kWh ที่ใช้จริงโดยตรง โรงงานที่ใช้พลังงานมากจึงโดนเต็ม ๆ ผลกระทบกรณีงวดกันยายน–ธันวาคมเคาะที่ค่าสูงสุด จะแสดงในส่วนประมาณการถัดไป
③ ค่าพลังงานไฟฟ้าแบบ TOU — ใช้ตอนไหน ต่างกัน 1.6 เท่า
TOU (Time of Use) คืออัตราค่าไฟแยกตามช่วงเวลา ในประเทศไทยแบ่งดังนี้
| ช่วงเวลา | ขอบเขต |
|---|---|
| On Peak | จันทร์–ศุกร์ 09:00–22:00 น. |
| Off Peak | 22:00–09:00 น. + เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ |
ค่าพลังงานไฟฟ้าสำหรับกิจการขนาดกลาง (อัตราประเภทที่ 3) ระดับแรงดัน 12–24 kV (ไม่รวม Ft) เป็นดังนี้
| ช่วงเวลา | ค่าพลังงานไฟฟ้า |
|---|---|
| On Peak | 4.1839 บาท/kWh |
| Off Peak | 2.6037 บาท/kWh |
ส่วนต่างคือ 4.1839 − 2.6037 = 1.5802 บาท/kWh คิดเป็นอัตราส่วน 4.1839 ÷ 2.6037 = ประมาณ 1.61 เท่า (คำนวณโดยบทความนี้) พูดง่าย ๆ คือไฟ 1 kWh เท่ากัน แต่ถ้าใช้ตอน 10 โมงเช้าวันจันทร์ กับ 10 โมงเช้าวันเสาร์ ราคาต่างกันถึง 1.6 เท่า ตรงนี้เองคือเหตุผลรองรับมาตรการ “ย้ายโหลด (Load Shift)” ที่จะกล่าวถึงต่อไป
④ ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า — คิดจาก kW ไม่ใช่ kWh
ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า (Demand Charge) ไม่ได้คิดจากปริมาณการใช้ (kWh) แต่คิดจาก ค่าสูงสุดของการใช้ในช่วงสั้น ๆ (kW) และอัตราจะต่างกันตามระดับแรงดันที่รับไฟ
| ระดับแรงดันที่รับไฟ | ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า |
|---|---|
| ต่ำกว่า 12 kV | 210.00 บาท/kW/เดือน |
| 12–24 kV / 22–33 kV | 132.93 บาท/kW/เดือน |
| 69 kV ขึ้นไป | 74.14 บาท/kW/เดือน |
โรงงานที่มีความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดเท่ากันที่ 800 kW หากรับไฟต่ำกว่า 12 kV จะเป็น 800 × 210.00 = 168,000 บาท/เดือน ถ้ารับไฟ 22–33 kV จะเป็น 800 × 132.93 = 106,344 บาท/เดือน และถ้ารับไฟ 69 kV ขึ้นไปจะเป็น 800 × 74.14 = 59,312 บาท/เดือน (คำนวณโดยบทความนี้) ส่วนต่างระหว่างระดับต่ำกว่า 12 kV กับ 12–24 kV คิดเป็น 210.00 ÷ 132.93 = ประมาณ 1.58 เท่า ในโรงงานเก่าที่ต่อเติมกำลังผลิตมาหลายรอบ มีไม่น้อยที่ระดับแรงดันรับไฟและประเภทอัตราไม่สอดคล้องกับสภาพโหลดในปัจจุบัน บางกรณีแค่ทบทวนสัญญาก็เห็นผลแล้ว
อนึ่ง อัตราสำหรับภาคอุตสาหกรรมแบ่งเป็น ประเภทที่ 3 (กิจการขนาดกลาง) สำหรับความต้องการพลังไฟฟ้า 30–999 kW และประเภทที่ 4 (กิจการขนาดใหญ่) สำหรับ 1,000 kW ขึ้นไป ซึ่งต้องใช้อัตรา TOU

กฎ 15 นาที และ Ratchet 70% ของค่าความต้องการพลังไฟฟ้า
ส่วนนี้คือสิ่งที่บทความนี้อยากสื่อสารมากที่สุด งานติดตามและควบคุมค่าความต้องการพลังไฟฟ้า (Demand Control) จะให้ผลต่างกันสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับว่าเข้าใจ 2 กฎนี้หรือไม่
ค่าสูงสุดของค่าเฉลี่ย 15 นาที เพียงจุดเดียว ตัดสินทั้งเดือน
ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าในไทยถูกกำหนดโดย ค่าสูงสุดในรอบเดือนของกำลังไฟฟ้าเฉลี่ย 15 นาที เพียงจุดเดียว ไม่ใช่ค่าพีคชั่วขณะ แต่เป็นค่าเฉลี่ย 15 นาที ซึ่งกลับกันก็หมายความว่า ถ้าโหลดหนักมาซ้อนกันแค่ 15 นาที จุดนั้นจุดเดียวจะถูกล็อกเป็นค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่ใช้เรียกเก็บของทั้งเดือน
ลองนับดูว่าใน 1 เดือนมีช่วง 15 นาทีกี่ช่วง (คำนวณโดยบทความนี้)
- ต่อวัน: 24 ชั่วโมง × 60 นาที ÷ 15 นาที = 96 ช่วง
- ต่อ 30 วัน: 96 × 30 = 2,880 ช่วง
นั่นแปลว่า จาก 2,880 ช่วงในหนึ่งเดือน มีเพียง 1 ช่วงเท่านั้น ที่กำหนดค่าใช้จ่าย 106,344 บาท/เดือน ในโรงงานตัวอย่างที่จะกล่าวถึงต่อไป ต่อให้เดินเครื่องได้ดีเยี่ยมในอีก 2,879 ช่วงที่เหลือ ก็ถูกล้างหมดด้วยการซ้อนกันเพียงครั้งเดียว
รูปแบบการเกิด “จุดเดียว” นี้ค่อนข้างซ้ำ ๆ กัน
- ช่วงเริ่มเดินเครื่องเช้าวันจันทร์: ชิลเลอร์ แอร์ คอมเพรสเซอร์ และเตาอบที่หยุดไปทั้งสุดสัปดาห์ สตาร์ทพร้อมกัน
- หลังพักเที่ยง: เครื่องจักรที่หยุดไว้กลับมาเดินพร้อมกัน
- การอุ่นอุณหภูมิเตาอบ/เตาอบแห้ง ไปซ้อนกับการสตาร์ทเครื่องฉีดพลาสติก
- บ่ายของวันที่อากาศร้อนจัด: ระบบปรับอากาศและชิลเลอร์เดินเต็มกำลังพร้อมกัน
- การทดลองเดินเครื่อง การ commissioning และการผลิตเพิ่มกรณีพิเศษ
ทุกกรณีไม่ได้เกิดจากการทำอะไรผิด เป็นเพียง จังหวะเวลาที่บังเอิญมาซ้อนกัน เท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง หากมีการติดตามค่าความต้องการพลังไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ พร้อมกับขั้นตอนที่ระบุไว้ล่วงหน้าว่าเมื่อมีสัญญาณเตือนแล้วจะหยุดอะไรก่อน ก็ยังมีช่องว่างให้ลดค่าไฟได้โดยไม่ต้องลงทุนเครื่องจักรใหม่
Ratchet 70% — ย้อนหลัง 12 เดือน ตามมาหลอกถึงเดือนนี้
อีกกฎหนึ่งคือ Ratchet วิธีคิดค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่ใช้เรียกเก็บเป็นดังนี้
“`javascript
ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่เรียกเก็บ = MAX(ค่าจริงของเดือนปัจจุบัน, ค่าสูงสุดในรอบ 12 เดือนล่าสุด × 70%)
“`
จุดนี้คือสิ่งที่ผู้อ่านมองข้ามมากที่สุด เมื่อสร้างพีคก้อนใหญ่ไปแล้วครั้งหนึ่ง อีก 12 เดือนถัดไปจะมีเพดานขั้นต่ำล็อกอยู่ที่ 70% ไม่ว่าค่าจริงจะต่ำแค่ไหนก็ตาม
ลองดูกับโรงงานตัวอย่างที่จะกล่าวถึง (ค่าสูงสุดในรอบ 12 เดือนล่าสุด = 800 kW) (คำนวณโดยบทความนี้)
- ขั้นต่ำจาก Ratchet: 800 × 70% = 560 kW
- กรณีกดค่าจริงของเดือนลงมาที่ 700 kW: MAX(700, 560) = 700 kW → ส่วนที่ลดได้มีผลเต็มจำนวน
- กรณีกดค่าจริงลงมาที่ 500 kW: MAX(500, 560) = 560 kW → ลดของจริงไป 300 kW แต่ในบิลลดได้เพียง 800 − 560 = 240 kW
แปลงเป็นตัวเงินได้ดังนี้
| กรณี | ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าจริง | ค่าที่เรียกเก็บ | kW ที่ลดได้ในบิล | ประหยัดต่อเดือน |
|---|---|---|---|---|
| กรณี A | 700 kW | 700 kW | 100 kW | 100 × 132.93 = 13,293 บาท |
| กรณี B | 500 kW | 560 kW | 240 kW | 240 × 132.93 = 31,903 บาท |
ในกรณี B แม้จะกดค่าจริงลงไปถึง 300 kW แต่สิ่งที่สะท้อนในบิลมีเพียง 240 kW ส่วนต่าง 60 kW คิดเป็นเงิน 300 × 132.93 − 31,903 = 7,976 บาท/เดือน (คำนวณโดยบทความนี้) จะเรียกคืนไม่ได้ในช่วงเวลานั้น แน่นอนว่าเมื่อผ่านไปครบ 12 เดือนและค่าสูงสุดในรอบ 12 เดือนล่าสุดถูกอัปเดต เพดานขั้นต่ำก็จะลดลงตาม ความพยายามลดพีคจึงไม่ได้สูญเปล่า ประเด็นคือต้องรู้ก่อนตัดสินใจลงทุนว่า ผลลัพธ์มีการหน่วงเวลา

สามข้อคิดที่ Ratchet ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน
- การไม่สร้างพีคก้อนใหญ่ต้องมาเป็นอันดับแรก ตัวเลข 800 kW ที่เคยสร้างไว้ครั้งเดียว จะทำงานเป็นเพดานขั้นต่ำ 560 kW ต่อไปอีก 12 เดือน แค่ระลึกถึงค่าความต้องการพลังไฟฟ้าก่อนทดลองเดินเครื่องหรือเดินงานพิเศษ ก็เปลี่ยนต้นทุนคงที่ของทั้ง 12 เดือนได้แล้ว
- วัดผลด้วย “kW ที่เรียกเก็บ” ไม่ใช่ “kW จริง” พีคบนหน้าจอมอนิเตอร์อาจลดลง แต่บิลยังไม่ลดในบางช่วงเวลา ต้องใส่ตัวชี้วัด “ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่เรียกเก็บ (หลังใช้ Ratchet)” ลงในแดชบอร์ดเสมอ
- คำนวณระยะคืนทุนโดยรวม Ratchet เข้าไปด้วย ถ้าเอา kW ที่คาดว่าจะลดได้มาบวกกันบนฐานค่าจริง จะประเมินผลปีแรกสูงเกินจริง ลำดับที่ถูกต้องคือเช็กค่าสูงสุดในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาก่อน แล้วค่อยคำนวณ
การตรวจสอบนี้ทำได้ตั้งแต่วันนี้ แม้ยังไม่ได้ติดตั้งระบบติดตามการใช้พลังงาน นำบิลค่าไฟย้อนหลัง 12 เดือนมาเรียง หยิบค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดออกมา แล้วคูณด้วย 0.7 นั่นคือ “พื้นที่ลดไม่ลง” ของโรงงานคุณในตอนนี้
แยกบิลรายเดือนของโรงงานตัวอย่าง
พูดลอย ๆ ตัดสินใจไม่ได้ จึงขอตั้งโรงงานตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมขึ้นมาแยกส่วนให้ดู
เงื่อนไขของโรงงานตัวอย่าง
| รายการ | เงื่อนไข |
|---|---|
| ประเภทกิจการ / ทำเล | โรงงานผลิตชิ้นส่วนสัญชาติญี่ปุ่นในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ประเทศไทย (สมมติ) |
| การรับไฟ | 22–33 kV, อัตราประเภทที่ 3 (กิจการขนาดกลาง), สัญญาแบบ TOU |
| ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด (เฉลี่ย 15 นาที) ต่อเดือน | 800 kW |
| หน่วยไฟฟ้าต่อเดือน | 250,000 kWh (On Peak 60% = 150,000 kWh / Off Peak 40% = 100,000 kWh) |
| ตัวประกอบการใช้ไฟฟ้า (Load Factor) | 250,000 ÷ (800 × 24 × 30) = 43.4% |
ตัวประกอบการใช้ไฟฟ้า 43.4% หมายความว่า เทียบกับ “ปริมาณไฟฟ้าที่จะใช้ได้หากเดินที่ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด 800 kW ตลอด 24 ชั่วโมง 30 วัน” โรงงานนี้ใช้จริงเพียง 43.4% เท่านั้น เป็นระดับที่พบได้ในโรงงานที่มีกะกลางวันเป็นหลัก และมีเครื่องจักรบางส่วนเดินตอนกลางคืนและสุดสัปดาห์ ไม่ได้ต่ำหรือสูงจนผิดปกติ ตัวประกอบการใช้ไฟฟ้านี้จะส่งผลต่อ “สัดส่วนของค่าความต้องการพลังไฟฟ้า” ที่จะกล่าวถึงถัดไป
รายละเอียดค่าไฟรายเดือน (Ft = 0.1623 บาท/kWh, ไม่รวมค่าบริการและ VAT)
| รายการ | สูตรคำนวณ | จำนวนเงิน (บาท/เดือน) |
|---|---|---|
| ค่าพลังงานไฟฟ้าช่วง On Peak | 150,000 × 4.1839 | 627,585 |
| ค่าพลังงานไฟฟ้าช่วง Off Peak | 100,000 × 2.6037 | 260,370 |
| รวมค่าพลังงานไฟฟ้า | 627,585 + 260,370 | 887,955 |
| ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า | 800 × 132.93 | 106,344 |
| ค่า Ft | 250,000 × 0.1623 | 40,575 |
| รวมทั้งสิ้น | 887,955 + 106,344 + 40,575 | 1,034,874 |
| ค่าไฟเฉลี่ยที่จ่ายจริง | 1,034,874 ÷ 250,000 | 4.14 บาท/kWh |
| สัดส่วนค่าความต้องการพลังไฟฟ้า | 106,344 ÷ 1,034,874 | ประมาณ 10.3% |
ค่าไฟเฉลี่ยที่จ่ายจริง 4.14 บาท/kWh อยู่ใกล้ขอบล่างของช่วง 4.10–5.50 บาท/kWh ซึ่งเป็นช่วงค่าไฟเฉลี่ยที่จ่ายจริงของโรงงานในไทย (งวดพฤษภาคม–สิงหาคม รวม TOU และค่าความต้องการพลังไฟฟ้าแล้ว) เหตุผลคือมีตัวประกอบการใช้ไฟฟ้าถึง 43.4% จึงมีหน่วย kWh มากพอที่จะเฉลี่ยค่าความต้องการพลังไฟฟ้าออกไป โรงงานที่ตัวประกอบการใช้ไฟฟ้าต่ำ (คือใช้โหลดหนักในช่วงสั้น ๆ) จะต้องหารค่าความต้องการพลังไฟฟ้าก้อนเดิมด้วย kWh ที่น้อยกว่า ตัวเลขนี้จึงจะสูงขึ้น
ลองดูสัดส่วนองค์ประกอบ (คำนวณโดยบทความนี้)
| รายการ | สูตรคำนวณ | สัดส่วน |
|---|---|---|
| ค่าพลังงานไฟฟ้า | 887,955 ÷ 1,034,874 | ประมาณ 85.8% |
| ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า | 106,344 ÷ 1,034,874 | ประมาณ 10.3% |
| ค่า Ft | 40,575 ÷ 1,034,874 | ประมาณ 3.9% |
ต่างจากคำกล่าวทั่วไปที่ว่า “ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าคิดเป็น 20–30% ของบิล” อย่างไร
โดยทั่วไปมักกล่าวกันว่า ในบิลค่าไฟของโรงงาน ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าคิดเป็น 20–30% และค่าพลังงานไฟฟ้าคิดเป็น 50–60% แต่ในโรงงานตัวอย่างของบทความนี้ ค่าความต้องการพลังไฟฟ้ากลับอยู่ที่ประมาณ 10.3% เท่านั้น
นี่ไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่เป็นเรื่องของ ความต่างของตัวประกอบการใช้ไฟฟ้า ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าถูกกำหนดด้วย “kW สูงสุด × อัตรา” และเกิดขึ้นโดยไม่ขึ้นกับปริมาณหน่วยไฟฟ้า ดังนั้น
- โรงงานที่มีตัวประกอบการใช้ไฟฟ้าสูง (ใช้เครื่องจักรสม่ำเสมอเป็นเวลานาน): ตัวหาร kWh ใหญ่ สัดส่วนค่าความต้องการพลังไฟฟ้าจึงต่ำลง
- โรงงานที่มีตัวประกอบการใช้ไฟฟ้าต่ำ (ใช้โหลดหนักในช่วงสั้น ๆ): ตัวหาร kWh เล็ก สัดส่วนค่าความต้องการพลังไฟฟ้าจึงสูงขึ้น
ด้วยเหตุผลเดียวกัน สัดส่วนของค่าพลังงานไฟฟ้าจึงออกมาสูงกว่าตัวเลขทั่วไปที่ 50–60% (ในโรงงานตัวอย่างอยู่ที่ 85.8%) เพราะเมื่อตัวหารใหญ่ขึ้น น้ำหนักของการคิดเงินตาม kW ก็เจือจางลง ตัวเลข 20–30% ที่พูดกันทั่วไปเป็นตัวเลขของโรงงานที่ตัวประกอบการใช้ไฟฟ้าต่ำ โรงงานของคุณอยู่ฝั่งไหน ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็รู้ เพียงดึงค่า kWh และ kW จากบิลมาคำนวณตัวประกอบการใช้ไฟฟ้า โรงงานที่พบว่าตัวประกอบการใช้ไฟฟ้าต่ำ ยิ่งต้องยกลำดับความสำคัญของการลดพีคค่าความต้องการพลังไฟฟ้าขึ้นมา หากตัดสินเบื้องต้นผิดตั้งแต่จุดนี้ แล้วเดินหน้าไปที่ “เอาโซลาร์ก่อน” หรือ “เอาอินเวอร์เตอร์ก่อน” จะประเมินผลตอบแทนการลงทุนไม่ได้
ประมาณการผลกระทบกรณี Ft ปรับขึ้น (สถานการณ์ที่ยังไม่ยุติ)
หากค่า Ft งวดกันยายน–ธันวาคมออกมาเป็นทางเลือกสูงสุดที่ 0.9482 บาท/kWh มาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับโรงงานตัวอย่างนี้ ขอย้ำอีกครั้งว่า ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ ยังไม่มีข้อสรุปว่าทางเลือกนี้จะถูกนำมาใช้หรือไม่
| รายการ | สูตรคำนวณ | ค่า |
|---|---|---|
| ส่วนเพิ่มของ Ft | 0.9482 − 0.1623 | 0.7859 บาท/kWh |
| เพิ่มขึ้นต่อเดือน | 250,000 × 0.7859 | 196,475 บาท/เดือน |
| เพิ่มขึ้นต่อปี | 196,475 × 12 | 2,357,700 บาท/ปี |
| ค่าไฟเฉลี่ยที่จ่ายจริง | 4.14 + 0.7859 | ประมาณ 4.93 บาท/kWh |
| อัตราการเพิ่มขึ้น | 196,475 ÷ 1,034,874 | ประมาณ 19.0% |
คือเพิ่มขึ้นราว 196,000 บาทต่อเดือน หรือราว 2.36 ล้านบาทต่อปี ทั้งที่ไม่ได้ลงทุนเครื่องจักรใหม่และไม่ได้เพิ่มคน จำนวนเงินก้อนนี้จะเข้ามาเป็นต้นทุนคงที่
อนึ่ง อัตราการเพิ่มขึ้นบนฐานค่าไฟที่ประกาศคือ (4.73 − 3.95) ÷ 3.95 = ประมาณ 19.7% (คำนวณโดยบทความนี้) แต่ของโรงงานตัวอย่างออกมาที่ประมาณ 19.0% ซึ่งต่ำกว่าเล็กน้อย เหตุผลคือค่าไฟเฉลี่ยที่จ่ายจริงของโรงงานตัวอย่างอยู่ที่ 4.14 บาท/kWh สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ประกาศ (เพราะสัดส่วน On Peak ของ TOU สูง และยังมีค่าความต้องการพลังไฟฟ้าบวกเข้ามาอีก) จึงทำให้ ตัวหารในการหารใหญ่ขึ้น ค่า Ft คิดเฉพาะกับหน่วย kWh เท่านั้น ไม่ได้คิดกับส่วนของค่าความต้องการพลังไฟฟ้า (ประมาณ 10.3%) กล่าวคือ โรงงานที่ตัวประกอบการใช้ไฟฟ้าต่ำและมีสัดส่วนค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูง จะได้รับผลกระทบเป็นอัตราร้อยละที่น้อยกว่าโดยเปรียบเทียบ แต่ ถ้าใช้ 250,000 kWh เท่ากัน จำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นก็ยังคงเป็น 196,475 บาท/เดือน ไม่เปลี่ยน ขอให้ตัดสินใจจากจำนวนเงิน ไม่ใช่จากอัตราร้อยละ
3 มาตรการที่ระบบติดตามการใช้พลังงานเปิดทางให้ทำได้ พร้อมมูลค่าที่ประหยัด
ติดตั้งระบบติดตามการใช้พลังงานแล้วค่าไฟลดลงเอง — ไม่ใช่แบบนั้น ความเข้าใจที่ถูกต้องคือ ระบบทำให้คุณลงมือทำ 3 มาตรการสำหรับลดค่าไฟได้บนฐานข้อเท็จจริง มาดูกันทีละข้อ
มาตรการที่ ① ลดพีคค่าความต้องการพลังไฟฟ้า (800 kW → 700 kW)
เป็นกรณีลดค่าสูงสุดของค่าเฉลี่ย 15 นาที จาก 800 kW เหลือ 700 kW คิดเป็น 12.5% (100 ÷ 800)
| รายการ | สูตรคำนวณ | ค่า |
|---|---|---|
| kW ที่ลดได้ | 800 − 700 | 100 kW |
| ตรวจ Ratchet | 800 × 70% = 560 kW เนื่องจาก 700 > 560 จึงได้ผลเต็มจำนวน | ใช้ได้เต็ม |
| ประหยัดต่อเดือน | 100 × 132.93 | 13,293 บาท/เดือน |
| ประหยัดต่อปี | 13,293 × 12 | 159,516 บาท/ปี |
การลด 100 kW ไม่ได้แปลว่าต้องหยุดเครื่องจักร แต่คือ เลื่อนให้ไม่ซ้อนกัน เท่านั้น ในทางปฏิบัติทำได้ดังนี้
- กระจายลำดับการสตาร์ท: เช้าวันจันทร์ ให้สตาร์ทคอมเพรสเซอร์ ชิลเลอร์ ระบบปรับอากาศ และเตาอบ เหลื่อมกันครั้งละ 10–15 นาที แทนที่จะเปิดพร้อมกัน
- เลื่อนช่วงอุ่นอุณหภูมิของเตาอบ/เตาอบแห้ง ให้เริ่มก่อนเข้าช่วง On Peak
- ตั้งสัญญาณเตือนเชิงพยากรณ์: แจ้งเตือนตั้งแต่กลางช่วง 15 นาทีเมื่อพบว่า “อัตรานี้จะเกินเป้า kW” (ถ้าเตือนหลังจบช่วงแล้วจะสายเกินไป)
- กำหนดลำดับการลดโหลดไว้ล่วงหน้า: เขียนใส่กระดาษไว้เลยว่าเมื่อสัญญาณเตือนดัง จะหยุดเครื่องอะไรตามลำดับใด (เรียงจากที่ไม่กระทบคุณภาพและความปลอดภัย)
ตามที่กล่าวไปแล้ว หากกดลงไปถึง 500 kW จะติดเพดานขั้นต่ำจาก Ratchet ที่ 560 kW ทำให้ประหยัดได้เพียง 31,903 บาท/เดือน (คิดเป็นปีละ 31,903 × 12 = ประมาณ 382,836 บาท) ในการประมาณการนี้จึงเลือกใช้เป้าหมาย 700 kW ซึ่งทำได้จริงโดยไม่ต้องฝืน
มาตรการที่ ② ย้ายโหลดจาก On Peak ไป Off Peak (เดือนละ 20,000 kWh)
เป็นกรณีย้ายหน่วยไฟฟ้า 20,000 kWh จากช่วง On Peak ที่ใช้อยู่ 150,000 kWh ไปยังช่วง Off Peak คิดเป็นสัดส่วน 20,000 ÷ 150,000 = ประมาณ 13.3% (คำนวณโดยบทความนี้)
| รายการ | สูตรคำนวณ | ค่า |
|---|---|---|
| ส่วนต่างอัตรา | 4.1839 − 2.6037 | 1.5802 บาท/kWh |
| ประหยัดต่อเดือน | 20,000 × 1.5802 | 31,604 บาท/เดือน |
| ประหยัดต่อปี | 31,604 × 12 | 379,248 บาท/ปี |
ทำงานเท่าเดิม ปริมาณเท่าเดิม เพียงย้ายช่วงเวลา ก็ได้ราว 379,000 บาทต่อปี โหลดที่ย้ายได้จริงในทางปฏิบัติ ได้แก่
- การเดินระบบสะสมความเย็นด้วยชิลเลอร์/เครื่องทำความเย็น (ทำความเย็นตอนกลางคืน ใช้ตอนกลางวัน)
- การอัดอากาศด้วยคอมเพรสเซอร์ และการสูบน้ำขึ้นถังเก็บน้ำ/ถังสูง
- งานแบบแบตช์ เช่น อบชุบความร้อน อบอ่อน และการอบแห้ง
- แบตช์งานล้างและงานชุบผิว รวมถึงการอุ่นแม่พิมพ์ล่วงหน้า
- การย้ายบางกระบวนการไปเป็นกะกลางคืน (ต้องเทียบกับต้นทุนค่าแรงและกฎเกณฑ์เรื่องการทำงานล่วงเวลาก่อน)
จุดสำคัญคือ ถ้าไม่รู้ว่า “เครื่องจักรตัวไหน ใช้ไฟกี่ kWh ในช่วง On Peak” ก็เลือกเป้าหมายในการย้ายโหลดไม่ได้ ถ้ามีจุดวัดเพียงจุดเดียวที่ภาพรวมทั้งโรงงาน การพิจารณาเรื่องนี้ก็เริ่มไม่ได้เลย นี่คือเหตุผลว่าทำไมจึงต้องวัดการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นรายเครื่องจักร
มาตรการที่ ③ การบริหารพลังงานอย่างต่อเนื่อง (เทียบเท่า ISO 50001 ปีละ 4%)
ในโรงงานที่เดินระบบ EnMS (ระบบการจัดการพลังงาน) อย่างต่อเนื่อง มีตัวอย่างที่ลดพลังงานได้ราวปีละ 4% ต่อเนื่องกันเกิน 10 ปี (ตามรายงานของ DOE Better Plants สหรัฐอเมริกา) ลองนำระดับนี้มาใช้กับโรงงานตัวอย่าง
| รายการ | สูตรคำนวณ | ค่า |
|---|---|---|
| หน่วยไฟฟ้าต่อปี | 250,000 × 12 | 3,000,000 kWh/ปี |
| ปริมาณที่ลดได้ 4% | 3,000,000 × 0.04 | 120,000 kWh/ปี |
| มูลค่าที่ประหยัดต่อปี | 120,000 × 4.14 | 496,800 บาท/ปี |
เนื้องานเป็นการสะสมสิ่งเล็ก ๆ ที่ดูไม่หวือหวา เช่น การค้นหาและซ่อมจุดรั่วของลมอัด การลดไฟฟ้าสแตนด์บาย การปรับความดันจ่ายของคอมเพรสเซอร์ให้เหมาะสม การทบทวนอุณหภูมิตั้งของชิลเลอร์และอุณหภูมิน้ำหล่อเย็น การกำหนดกติกาหยุดเครื่องในช่วงที่ไม่ได้ผลิต และการจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนขนาดเล็ก เช่น การเปลี่ยนเป็นระบบอินเวอร์เตอร์หรือเปลี่ยนเป็นหลอด LED ทุกข้อจะกำหนดเป้าหมายและลำดับความสำคัญได้ ก็ต่อเมื่อเห็นเป็นตัวเลขก่อนว่า “ความสูญเปล่าเกิดขึ้นตรงไหน”
การรั่วของลมอัดและความเสื่อมสภาพของเครื่องจักร มักปรากฏออกมาก่อนในรูปของการเปลี่ยนแปลงของรูปคลื่นกำลังไฟฟ้า หากเก็บแนวโน้มการใช้พลังงานไฟฟ้าไว้เป็นรายเครื่องจักร ก็นำไปใช้จับสัญญาณความผิดปกติของเครื่องจักรได้ ไม่ใช่แค่เรื่องประหยัดพลังงานอย่างเดียว มุมมองนี้หากพิจารณาควบคู่กับการติดตั้งระบบบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ จะทำให้ประสิทธิภาพการลงทุนสูงขึ้น
ผลรวมของ 3 มาตรการ และระยะเวลาคืนทุน
| รายการ | สูตรคำนวณ | ค่า |
|---|---|---|
| มาตรการที่ ① ลดพีคค่าความต้องการพลังไฟฟ้า | — | 159,516 บาท/ปี |
| มาตรการที่ ② ย้ายโหลด | — | 379,248 บาท/ปี |
| มาตรการที่ ③ ประหยัดพลังงานต่อเนื่อง (ปีละ 4%) | — | 496,800 บาท/ปี |
| รวมมูลค่าที่ประหยัดต่อปี | 159,516 + 379,248 + 496,800 | 1,035,564 บาท/ปี (ราว 1.04 ล้านบาท) |
| ค่าใช้จ่ายรวมปีแรก (ขอบล่าง) | ดูหัวข้อโครงสร้างค่าใช้จ่าย 5 ชั้น | 620,000 บาท |
| ค่าใช้จ่ายรวมปีแรก (ขอบบน) | ดูหัวข้อโครงสร้างค่าใช้จ่าย 5 ชั้น | 1,860,000 บาท |
| ระยะเวลาคืนทุน | 620,000 ÷ 1,035,564 = 0.60 ปี / 1,860,000 ÷ 1,035,564 = 1.80 ปี | ประมาณ 0.6–1.8 ปี |
ลองดูอัตราการลดเทียบกับค่าไฟทั้งปีด้วย (คำนวณโดยบทความนี้)
- ค่าไฟต่อปี: 1,034,874 × 12 = 12,418,488 บาท/ปี
- อัตราการลด: 1,035,564 ÷ 12,418,488 = ประมาณ 8.3%
และเมื่อเทียบกับสถานการณ์ Ft ปรับขึ้นที่กล่าวไว้ตอนต้น
- 1,035,564 ÷ 2,357,700 = ประมาณ 43.9%
กล่าวคือ หากค่า Ft ถูกเคาะที่ทางเลือกสูงสุด (ซึ่งยังไม่ยุติ) ภาระที่เพิ่มขึ้น 2,357,700 บาทต่อปีนั้น จะถูกหักล้างด้วย 3 มาตรการนี้ได้ราว 4 ส่วนกว่าจาก 10 ส่วน ไม่สามารถดูดซับได้ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เอง การรอให้ Ft ประกาศแน่นอนก่อนแล้วค่อยขยับ จึงไม่คุ้มเท่ากับการวางรากฐานการวัดไว้ตั้งแต่ก่อนมีข้อสรุป
ขอชี้แจงสมมติฐานของการประมาณการเพิ่มเติม มูลค่าที่ประหยัดของทั้ง 3 มาตรการ คำนวณแยกกันอย่างเป็นอิสระจากกรณีฐานเดียวกัน (Ft = 0.1623 บาท/kWh, 800 kW, 250,000 kWh/เดือน) แล้วนำมาบวกกันตรง ๆ ในทางปฏิบัติ มาตรการต่าง ๆ มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เช่น เมื่อเดินหน้าย้ายโหลด การใช้ไฟพร้อมกันในช่วง On Peak จะลดลง ทำให้การลดพีคทำได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน เมื่อประหยัดพลังงานจนหน่วยไฟฟ้ารวมลดลง ฐาน kWh ที่ใช้คิดมาตรการที่ ③ ก็เปลี่ยนไปด้วย จึงควรใช้ตัวเลขนี้เพื่อจับขนาดของโอกาสเท่านั้น และเมื่อจะตัดสินใจติดตั้งจริง ให้คำนวณใหม่ด้วยข้อมูลบิลจริงของโรงงานตนเอง อีกทั้งตัวเลข 4% ต่อปีของมาตรการที่ ③ เป็น “ตัวอย่างผลลัพธ์จริงกรณีที่เดิน EnMS อย่างต่อเนื่อง” ไม่ใช่ตัวเลขที่จะบรรลุได้อัตโนมัติเพียงเพราะติดตั้งระบบ อนึ่ง มาตรการที่ ③ ประมาณการด้วยค่าไฟเฉลี่ยที่จ่ายจริง 4.14 บาท/kWh ซึ่งอัตรานี้รวมส่วนเฉลี่ยของค่าความต้องการพลังไฟฟ้าเอาไว้ด้วย ผลจึงออกมาสูงกว่าความเป็นจริงอยู่บ้างสำหรับมาตรการที่ลดเฉพาะหน่วย kWh หากคิดอย่างเคร่งครัดโดยใช้เพียงอัตราค่าพลังงานไฟฟ้า On Peak / Off Peak และค่า Ft จะได้ 72,000 × 4.1839 + 48,000 × 2.6037 + 120,000 × 0.1623 = 445,694 บาท/ปี ซึ่งน้อยกว่าตัวเลข 496,800 บาทในเนื้อหาข้างต้นราว 51,000 บาท หากต้องการมองแบบระมัดระวัง ให้ใช้ตัวเลขนี้แทน

แยกค่าใช้จ่ายของระบบติดตามการใช้พลังงานออกเป็น 5 ชั้น
คำถามที่ว่า “ระบบติดตามการใช้พลังงานราคาเท่าไร” นั้น ตอบไม่ได้ถ้ายังไม่กำหนดจำนวนจุดวัด ในที่นี้จะใช้แบบจำลอง 30 จุดวัด และแยกค่าใช้จ่ายออกเป็น 5 ชั้น ทั้งหมดเป็นตัวเลขโดยประมาณ ซึ่งจะขึ้นหรือลงตามสภาพหน้างาน ระดับแรงดัน ระยะเดินสาย และความยากของการจัดแผนดับไฟ
| ชั้น | เนื้อหา | ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ (บาท) |
|---|---|---|
| ① ชั้นอุปกรณ์วัด | มัลติมิเตอร์วัดกำลังไฟฟ้าพร้อม CT, มิเตอร์แบบพัลส์เอาต์พุต, การอ่านค่าสมาร์ทมิเตอร์เดิม | 8,000–20,000/จุด × 30 จุด = 240,000–600,000 |
| ② ชั้นรวบรวมข้อมูล | IoT Gateway / Data Logger, การเดินสาย Modbus / LoRa / LAN | 30,000–80,000/เครื่อง × 2–3 เครื่อง = 60,000–240,000 |
| ③ ชั้นแพลตฟอร์ม | ซอฟต์แวร์แสดงผล / ค่าบริการคลาวด์ 5,000–20,000/เดือน | ปีแรก 60,000–240,000 |
| ④ ชั้นติดตั้ง | งานไฟฟ้า (การติดตั้ง CT ต้องมีแผนดับไฟ), การตั้งค่า, การพัฒนาแดชบอร์ด | 200,000–600,000 |
| ⑤ ชั้นปฏิบัติการ | งานบำรุงรักษา ค่าสื่อสาร และแรงงานสำหรับงานปรับปรุง (ต่อปี) | 60,000–180,000 |
สรุปรวมได้ดังนี้
| ยอดรวม | สูตรคำนวณ | ค่า |
|---|---|---|
| ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น (①+②+④) | 240,000+60,000+200,000 ถึง 600,000+240,000+600,000 | 500,000–1,440,000 บาท |
| ค่าใช้จ่ายรวมปีแรก (①–⑤) | 500,000+60,000+60,000 ถึง 1,440,000+240,000+180,000 | 620,000–1,860,000 บาท |
เมื่อเทียบกับค่าไฟทั้งปีของโรงงานตัวอย่างที่ 12,418,488 บาท ค่าใช้จ่ายรวมปีแรกคิดเป็น 620,000 ÷ 12,418,488 = ประมาณ 5.0% ถึง 1,860,000 ÷ 12,418,488 = ประมาณ 15.0% (คำนวณโดยบทความนี้) ตั้งแต่ปีที่ 2 เป็นต้นไป ค่าใช้จ่ายหลักจะเหลือชั้น ⑤ ที่ 60,000–180,000 บาท/ปี ดังนั้นเมื่อเทียบกับมูลค่าที่ประหยัดได้ปีละ 1,035,564 บาท จะเหลือผลสุทธิ 1,035,564 − 180,000 = 855,564 บาท ถึง 1,035,564 − 60,000 = 975,564 บาท (หากรูปแบบสัญญาเป็นแบบที่ค่าบริการคลาวด์ของชั้น ③ ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ให้หักส่วนนั้นออกเพิ่มเติม)
5 หลุมพรางที่ “ดูถูกตอนแรก แต่มาแพงทีหลัง”
ความผิดพลาดที่เกิดบ่อยในการเปรียบเทียบใบเสนอราคา คือ ดูเฉพาะราคาต่อหน่วยของชั้น ① อุปกรณ์วัด สิ่งที่ดันยอดรวมขึ้นจริง ๆ ส่วนใหญ่คือชั้น ④ ติดตั้ง และชั้น ⑤ ปฏิบัติการ
- ไม่ได้รวมต้นทุนของการจัดแผนดับไฟไว้ในใบเสนอราคา การติดตั้ง CT เพิ่มในตู้เมนหรือตู้เพาเวอร์ต้องดับไฟ ถ้าหยุดการผลิตไม่ได้ ก็ต้องรอไปพร้อมการตรวจสอบประจำปีหรือวันหยุดยาว ทำให้กำหนดการงานเลื่อนออกไปหลายเดือน ไม่ใช่แค่ค่าแรงงานติดตั้ง แต่มีต้นทุนที่มองไม่เห็นอย่าง “เวลารอคอย” บวกเข้ามาด้วย
- สัญญาที่คิดค่าบริการคลาวด์ตามจำนวนจุดวัด ปีแรกอาจจบที่ 30 จุด แต่ถ้ามีแผนจะขยายเป็น 50 จุดและ 80 จุดในปีถัดไป ชั้น ③ อาจกลายเป็นมากกว่าสองเท่าของใบเสนอราคาปีแรก ต้องตรวจสอบก่อนเซ็นสัญญาเสมอว่าคิดค่าบริการตามจำนวนจุดหรือคิดแบบเหมาต่อไซต์
- การพัฒนาแดชบอร์ดถูกนับเป็น “ใบเสนอราคาเพิ่มเติม” หน้าจอมาตรฐานมักแสดงเพียงแนวโน้มรวมของทั้งโรงงาน ส่วนหน้าจอที่ใช้งานจริงในทางปฏิบัติ เช่น “ค่าการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิตรายเครื่องจักร” “การเปรียบเทียบรายกะ” และ “ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่เรียกเก็บ (หลังใช้ Ratchet)” มักกลายเป็นงานพัฒนาเฉพาะ ควรจัดทำเอกสารข้อกำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย
- มองข้ามงานระบบสื่อสารและงานเครือข่าย หากอาคารโรงงานอยู่ห่างกัน ต้องเดินสาย LAN หรือทำจุดทวนสัญญาณไร้สาย ระบบไร้สายระยะไกลอย่าง LoRa ช่วยลดงานเดินสายก็จริง แต่ในสภาพแวดล้อมที่มีโครงสร้างโลหะจำนวนมาก จะตัดสินว่าใช้ได้หรือไม่โดยไม่ทดสอบหน้างานไม่ได้
- คิดแรงงานสำหรับการใช้งานจริงเป็นศูนย์ เวลาของคนที่ต้องดูข้อมูล สืบหาสาเหตุ ลงมือแก้ไข และตรวจสอบผลลัพธ์ คือต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุด ใบเสนอราคาที่ไม่ได้ตั้งงบแรงงานในชั้น ⑤ ก็คือใบเสนอราคาที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า “จะไม่ใช้งานระบบจริง” นั่นเอง
สำหรับการตัดสินใจลงทุนโดยรวม บางกรณีจำเป็นต้องพิจารณาสิทธิประโยชน์ BOI และสภาพแวดล้อมการลงทุนในไทยประกอบด้วย ขอแนะนำให้ดูการทำระบบอัตโนมัติในโรงงานที่ไทยและ BOI ประกอบ
จะเก็บจุดวัดอย่างไรในเครื่องจักรเดิมและโรงงานเก่า
“เครื่องจักรของเราเก่าแล้ว คงทำไม่ได้ใช่ไหม” คือประเด็นที่ถูกถามมากที่สุด ขอตอบจากข้อสรุปเลยว่า แม้เครื่องจักรจะเก่า ก็วัดได้ เพราะเราไม่ได้ไปดัดแปลงตัวเครื่องจักร แต่วัดที่ฝั่งทางเข้าของไฟฟ้า
วิธีที่ 1: ติดตั้ง CT เพิ่มภายหลัง (ใช้ได้ทั่วไปที่สุด)
ติดตั้ง CT (หม้อแปลงกระแส) เพิ่มเข้ากับวงจรเป้าหมายภายในตู้จ่ายไฟหรือตู้เพาเวอร์ แล้วต่อเข้ากับมัลติมิเตอร์วัดกำลังไฟฟ้า วิธีนี้ไม่ขึ้นกับปีที่ผลิต ยี่ห้อ หรือวิธีควบคุมของเครื่องจักร จึงวัดเครื่องจักรจากยุค 1980 ได้เช่นกัน
- ข้อดี: ไม่จำกัดเป้าหมาย ไม่ต้องดัดแปลงตัวเครื่องจักร เก็บข้อมูลได้ถึงระดับกำลังไฟฟ้าจริง ตัวประกอบกำลัง และความไม่สมดุลของกระแส
- ข้อเสีย: ต้องดับไฟเพราะเป็นงานภายในตู้ แม้จะใช้ CT แบบแยกประกบ ก็ไม่ทำงานขณะมีไฟเป็นหลักการ
- ประเด็นเชิงปฏิบัติ: งานที่ต้องดับไฟเมนควรจัดให้ตรงกับการตรวจสอบประจำปี ถือเป็นแนวทางมาตรฐาน และต้องสำรวจหน้างานล่วงหน้าว่าตู้มีพื้นที่พอหรือไม่ (ราง DIN, รูติดตั้งมิเตอร์) และเส้นผ่านศูนย์กลางภายในของ CT สวมสายได้หรือไม่
วิธีที่ 2: รับสัญญาณพัลส์เอาต์พุตหรืออนาล็อกเอาต์พุต
หากมิเตอร์วัดหน่วยไฟฟ้า มิเตอร์วัดอัตราการไหล หรือมิเตอร์แก๊สที่มีอยู่เดิมมีพัลส์เอาต์พุตหรืออนาล็อกเอาต์พุต ก็ดึงสัญญาณนั้นเข้า Data Logger หรือ IoT Gateway ได้
- ข้อดี: ส่วนใหญ่ไม่ต้องดับไฟ และขยายไปสู่การติดตามระบบสาธารณูปโภค (ลมอัด น้ำหล่อเย็น ไอน้ำ น้ำประปา แก๊ส) ได้ง่าย
- ข้อเสีย: มิเตอร์ที่ไม่มีเอาต์พุตจะทำไม่ได้ และต้องตรวจสอบค่าน้ำหนักต่อ 1 พัลส์จากคู่มือ ไม่เช่นนั้นค่าสะสมจะคลาดเคลื่อน
- ประเด็นเชิงปฏิบัติ: ถ้าดูเฉพาะไฟฟ้าอย่างเดียว จะพลาดเรื่องประสิทธิภาพคอมเพรสเซอร์ที่ตกลงและการรั่วของลมอัด การดูอัตราการไหลของลมอัดคู่กับกำลังไฟฟ้า จะช่วยระบุสาเหตุได้ง่ายกว่ามาก
วิธีที่ 3: อ่านค่าจากสมาร์ทมิเตอร์เดิมหรือมิเตอร์ที่ตู้รับไฟ
หากมิเตอร์วัดหน่วยไฟฟ้าที่จุดรับไฟ หรือมิเตอร์ไฟฟ้าดิจิทัลที่มีอยู่เดิม รองรับการสื่อสารอย่าง Modbus ก็อ่านค่าจากจุดนั้นได้เลย
- ข้อดี: ไม่ต้องเพิ่มอุปกรณ์วัด จึงถูกที่สุด และเห็นภาพค่าความต้องการพลังไฟฟ้าของทั้งโรงงานได้เร็วที่สุด
- ข้อเสีย: เห็นเพียงจุดเดียวคือภาพรวม จึงแยกแยะสาเหตุไม่ได้ รู้ได้แค่ว่า “วันนี้สูง” แต่ไปไม่ถึง “เพราะอะไร”
- ประเด็นเชิงปฏิบัติ: ใช้เป็นก้าวแรกได้ดี แนวทางที่ทำได้จริงคือเริ่มจากการติดตามค่าความต้องการพลังไฟฟ้าของทั้งโรงงานก่อน เดินระบบสัญญาณเตือนให้เข้าที่ แล้วค่อยทยอยเพิ่มการวัดรายเครื่องจักร
วางแผนดับไฟให้เป็น “งานหนึ่งในกำหนดการ”
ปัจจัยใหญ่ที่สุดที่ทำให้การติดตั้งระบบติดตามการใช้พลังงานในโรงงานไทยล่าช้า ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือการจัดแผนดับไฟ ต่อไปนี้คือรายการที่ต้องใส่ไว้ในกำหนดการตั้งแต่แรก
- แยกให้ชัดตั้งแต่ขั้นทำรายการจุดวัดว่า ตู้ไหนต้องดับไฟและตู้ไหนไม่ต้อง
- รวบงานที่ต้องดับไฟไว้ที่การตรวจสอบประจำปีและวันหยุดยาว (สงกรานต์ สิ้นปี–ปีใหม่)
- ตรวจสอบระยะเวลาดำเนินการ (Lead Time) กรณีที่ต้องยื่นเรื่องกับบริษัทผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรม หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ. / PEA) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน. / MEA)
- ตกลงล่วงหน้ากับฝ่ายวางแผนการผลิตเรื่องผลกระทบต่อการผลิตในช่วงเวลาที่ดับไฟ
- รวบงานที่จะทำในวันดับไฟให้จบในคราวเดียว (ติดตั้ง CT เดินสายในตู้ และเดินสายสื่อสาร ให้เสร็จในวันเดียวกัน)
อนึ่ง ระบบปลายทางที่รับข้อมูลไฟฟ้าเข้าไป ในบางกรณีสามารถใช้แพลตฟอร์มร่วมกับการติดตามการเดินเครื่องจักรได้ หากเป็นโรงงานที่เดินหน้าเรื่องการติดตามการเดินเครื่องอยู่แล้ว การไปอาศัย Gateway ตัวเดียวกันและเครือข่ายเดียวกันกับขั้นตอนการติดตั้งระบบติดตามการเดินเครื่องด้วย IoT ในโรงงาน จะช่วยบีบต้นทุนของชั้น ② รวบรวมข้อมูล และชั้น ④ ติดตั้ง ลงได้
วิธีกำหนดจุดวัด — อย่าเพิ่งวัดทุกอย่างตั้งแต่แรก
เริ่มจากเครื่องจักรที่กินไฟมาก
รูปแบบความล้มเหลวที่พบบ่อยคือ คิดว่า “ในเมื่อจะทำแล้ว ก็วัดทุกเครื่องเลยแล้วกัน” จนจุดวัดบานปลายไป 100 จุด 200 จุด ราคาพุ่ง แล้วเรื่องขออนุมัติงบก็ค้างอยู่กลางทาง
สิ่งที่ควรวัดก่อนคือ เครื่องจักรที่กินไฟมาก ลำดับจะต่างกันไปตามโรงงาน แต่โดยทั่วไปกลุ่มที่มาเป็นอันดับต้น ๆ คือ
| ลำดับความสำคัญ | เป้าหมาย | เป้าประสงค์ของการวัด |
|---|---|---|
| สูง | จุดรับไฟ (ทั้งโรงงาน) | ติดตามค่าความต้องการพลังไฟฟ้า กระทบยอดกับบิล และตั้งเส้นฐาน |
| สูง | คอมเพรสเซอร์ | เดินตลอดเวลา และการรั่วของลมอัดส่งผลมาก เป็นตัวเลือกในการย้ายไป Off Peak |
| สูง | ชิลเลอร์ / เครื่องทำความเย็น | เป็นตัวเลือกย้ายโหลดด้วยการสะสมความเย็น และยังมีช่องปรับอุณหภูมิตั้งให้เหมาะสม |
| สูง | ระบบปรับอากาศ (โรงงาน / ห้องคลีนรูม) | สร้างพีคได้ง่ายตามความสัมพันธ์กับอุณหภูมิภายนอก |
| สูง | เตาอบ / เตาอบแห้ง / งานอบชุบความร้อน | ช่วงอุ่นอุณหภูมิมักเป็นสาเหตุหลักของค่าความต้องการพลังไฟฟ้า |
| กลาง | เครื่องจักรผลิตหลัก (เครื่องฉีด เครื่องปั๊ม ฯลฯ) ระดับรายไลน์ | คำนวณค่าการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิต |
| กลาง | ปั๊ม พัดลม และระบบระบายอากาศ | ตรวจสอบผลของการเปลี่ยนไปใช้อินเวอร์เตอร์ |
| ต่ำ | ระบบแสงสว่าง สำนักงาน และงานประกอบอาคาร | ปริมาณรวมน้อย ไว้ทีหลังได้ |
ใช้แนวคิดพาเรโตในการตัดขอบเขต
หลักประสบการณ์ทั่วไปที่เรียกว่าแนวคิดพาเรโต ระบุว่าปัจจัย 20% แรกมักคิดเป็น 80% ของทั้งหมด สัดส่วนจริงจะต่างกันไปในแต่ละโรงงาน แต่สำหรับไฟฟ้าก็เช่นกัน มักพบว่า เครื่องจักรขนาดใหญ่จำนวนน้อยราย กินไฟเป็นส่วนใหญ่ของทั้งโรงงาน การจับกลุ่มบนสุดให้ได้ก่อนจึงสมเหตุสมผล
ขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมมีดังนี้
- ดึงพิกัดกำลังของแต่ละตู้ออกมาจากรายการพิกัดหม้อแปลงและแผนผังเส้นเดียว (Single Line Diagram / SLD)
- ประมาณค่า kWh ต่อปีอย่างคร่าว ๆ จากพิกัดกำลังและชั่วโมงเดินเครื่องของเครื่องจักรหลัก แล้วเรียงจากมากไปน้อย
- ไล่สะสมจากบนลงล่าง แล้วกำหนดให้จุดที่ครอบคลุมส่วนใหญ่ของทั้งหมดเป็นขอบเขตการวัดของเฟสที่ 1
- ส่วนที่เหลือให้จับด้วย “การวัดรวมระดับตู้” แล้วค่อยแยกเป็นรายเครื่องจักรเมื่อมีความจำเป็น
จำนวน 30 จุดวัดที่ใช้ในการประมาณการค่าใช้จ่ายของบทความนี้ คือขนาดโดยประมาณเมื่อจัดเฟสที่ 1 ด้วยแนวคิดนี้ การเริ่มที่ 30 จุดก่อน แล้วค่อยขยายเมื่อการใช้งานเข้าที่แล้ว จะเห็นผลเร็วกว่าการเล็ง 100 จุดตั้งแต่แรก
ต่อยอดไปสู่การมองเห็นปริมาณการปล่อย CO2
หากเก็บจุดวัดได้ถึงระดับรายเครื่องจักร ก็ขยายไปสู่การมองเห็นปริมาณการปล่อย CO2 ได้ โดยนำหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ไปคูณกับค่าสัมประสิทธิ์การปล่อย ทำให้ตอบคำถามจากลูกค้าและสำนักงานใหญ่เรื่องการปล่อยก๊าซตลอดห่วงโซ่อุปทานได้ในระดับรายเครื่องจักรและรายผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยต้องใช้ค่าที่ประกาศของประเทศไทย และบทความนี้จะไม่ระบุค่าสัมประสิทธิ์ที่เจาะจง การเลือกค่าสัมประสิทธิ์และการกำหนดขอบเขตการคำนวณ (การแบ่ง Scope 1/2/3) ควรกำหนดให้ตรงกับข้อกำหนดของผู้รับรายงาน ในแง่ของรากฐานการวัด เพียงเก็บหน่วยไฟฟ้าแยกรายเครื่องจักรและรายช่วงเวลาไว้ ก็รองรับได้ด้วยการคูณค่าสัมประสิทธิ์เข้าไปทีหลัง
ความเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โรงงานควบคุม และ ผชพ.
ในประเทศไทย โรงงานที่มีขนาดตั้งแต่เกณฑ์ที่กำหนดขึ้นไปมีหน้าที่ด้านการจัดการพลังงานตามกฎหมาย ระบบติดตามการใช้พลังงานยังมีบทบาทช่วยลดภาระงานในการปฏิบัติตามหน้าที่นี้ด้วย
กฎหมายที่เป็นฐาน และเกณฑ์ของโรงงานควบคุม
กฎหมายที่เป็นฐานคือ พ.ร.บ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 (Energy Conservation Promotion Act B.E. 2535 / ค.ศ. 1992) โดยหน่วยงานหลักที่กำกับดูแลคือกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ. / DEDE)
เกณฑ์ที่เข้าข่ายเป็น โรงงานควบคุม (Designated Factory) มีดังนี้
| เกณฑ์ | เนื้อหา |
|---|---|
| เครื่องวัดกำลังไฟฟ้า (คิดเป็น kW ไม่ใช่มิเตอร์หน่วย kWh) หรือหม้อแปลงรวม | ตั้งแต่ 1,000 kW ขึ้นไป หรือตั้งแต่ 1,175 kVA ขึ้นไป |
| การใช้พลังงานต่อปี | ตั้งแต่ 20 ล้านเมกะจูล (MJ) ขึ้นไป |
หากเข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งก็จะเป็นโรงงานควบคุม โดยแบ่งกลุ่มเป็น 1,175–3,530 kVA และ 3,530 kVA ขึ้นไป
จุดที่ต้องระวังคือ สิ่งที่ใช้ตัดสินไม่ใช่ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าตามสัญญาที่เกิดขึ้นจริง แต่เป็น ขนาดรวมของเครื่องวัดกำลังไฟฟ้า (kW) หรือหม้อแปลง โรงงานตัวอย่างของบทความนี้มีค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด (เฉลี่ย 15 นาที) ต่อเดือนที่ 800 kW แต่หากขนาดรวมของหม้อแปลงตั้งแต่ 1,175 kVA ขึ้นไป ก็อาจเข้าข่ายเป็นโรงงานควบคุมได้ การตัดสินจริงขึ้นอยู่กับโครงสร้างอุปกรณ์ จึงควรตรวจสอบจากแผนผังเส้นเดียวและป้ายพิกัดของหม้อแปลง ความเข้าใจผิดที่ว่า “โรงเราแค่ 800 kW ไม่เข้าข่ายหรอก” คือต้นเหตุที่ทำให้ถูกทักท้วงในภายหลัง
หน้าที่ในการจัดให้มีผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน (ผชพ.)
โรงงานควบคุมมีหน้าที่ต้องจัดให้มี ผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน (ผชพ. / PRE: Person Responsible for Energy)
| ขนาด | จำนวนที่ต้องจัดให้มี |
|---|---|
| ต่ำกว่า 3 MW | 1 คน |
| ตั้งแต่ 3 MW ขึ้นไป | 2 คน |
ผชพ. รับผิดชอบงานปฏิบัติ เช่น การดำเนินการจัดการพลังงาน การบันทึกและรายงานข้อมูล และการจัดทำแผนอนุรักษ์พลังงาน ในความเป็นจริง มักเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายซ่อมบำรุงหรือวิศวกรรมการผลิตที่ควบตำแหน่งนี้ ซึ่ง ถ้าการเก็บข้อมูลรายวันยังเป็นงานมือ การควบตำแหน่งแบบนี้จะเดินไม่ไหว ในโรงงานที่ต้องใช้เวลาหลายวันช่วงสิ้นเดือนเพื่อรวบรวมค่าจดมิเตอร์และคีย์ลง Excel สุดท้ายการทำรายงานจะกลายเป็นเป้าหมายในตัวมันเอง และไม่เหลือเวลาไปใช้กับการปรับปรุง
ผลลัพธ์จากการติดตั้งระบบติดตามการใช้พลังงานที่ใหญ่พอ ๆ กับมูลค่าที่ประหยัดได้ คือ การทำให้งานรายงานเป็นอัตโนมัติ นี่เอง หากข้อมูลถูกสะสมโดยอัตโนมัติ เวลาของ ผชพ. จะถูกโยกจากการคีย์ข้อมูลไปสู่การวิเคราะห์และการปรับปรุง มูลค่าของเวลาที่ประหยัดได้แตกต่างกันมากในแต่ละโรงงาน บทความนี้จึงไม่ได้รวมไว้ในการประมาณการ แต่ในฐานะข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน ถือว่าคุ้มค่าที่จะประเมินอย่างชัดเจน
ISO 50001 กับระบบการจัดการพลังงาน
กรณีตัวอย่างที่ลดได้ปีละ 4% ต่อเนื่องเกิน 10 ปี
ISO 50001 คือมาตรฐานสากลของระบบการจัดการพลังงาน (EnMS) ซึ่งมีจำนวนใบรับรองทั่วโลกมากกว่า 38,000 ฉบับ ในโรงงานที่นำ EnMS มาใช้ มีตัวอย่างที่ ลดพลังงานได้ราวปีละ 4% ต่อเนื่องกันเกิน 10 ปี (DOE Better Plants สหรัฐอเมริกา)
ตัวเลข “ปีละ 4% ต่อเนื่อง 10 ปี” สะท้อนว่า การประหยัดพลังงานไม่ใช่ “การลงทุนเครื่องจักรครั้งเดียวจบ” แต่เป็น วงจรของการปฏิบัติงาน สิ่งที่ ISO 50001 เรียกร้องคือวงจรโดยประมาณดังนี้
- การทบทวนด้านพลังงาน (รู้ว่าใช้อะไร ที่ไหน เท่าไร)
- การกำหนดเส้นฐานด้านพลังงาน (EnB)
- การกำหนดตัวชี้วัดสมรรถนะด้านพลังงาน (EnPI)
- การจัดทำเป้าหมายและแผนปฏิบัติการ
- การลงมือทำ การเฝ้าติดตาม และการวัดผล
- การตรวจติดตามภายในและการทบทวนโดยฝ่ายบริหาร แล้วเข้าสู่รอบถัดไป
ข้อ 1 และข้อ 5 นี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีข้อมูลจากการวัด กลับกันคือ หากติดตั้งระบบติดตามการใช้พลังงานจนเกิดสภาวะที่ข้อมูลถูกสะสมไว้อัตโนมัติ ส่วนที่เป็นสัดส่วนใหญ่ของข้อกำหนด ISO 50001 อย่าง “การวัด การเปรียบเทียบ และการบันทึก” จะถูกรับประกันด้วยกลไกของระบบ ไม่ว่าจะตั้งเป้าขอการรับรองหรือไม่ กรอบนี้ก็ใช้เป็นแม่แบบในการออกแบบการปฏิบัติงานได้
จะตั้ง EnPI (ค่าการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิต) อย่างไร
สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือการออกแบบ EnPI ถ้าดูแค่ kWh รวม จะ อ่านผิดว่า “ประหยัดพลังงานได้แล้ว” ทั้งที่ความจริงคือผลผลิตลดลง kWh จึงลดลงตาม อย่างน้อยควรวางตัวชี้วัดต่อไปนี้ควบคู่กัน
- การใช้พลังงานรวม (kWh/เดือน)
- ค่าการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิต (kWh/จำนวนชิ้น, kWh/ตัน เป็นต้น)
- กำลังไฟฟ้าฐานในช่วงเวลาที่ไม่ได้เดินการผลิต (ค่าต่ำสุดช่วงกลางคืนและวันหยุด)
- ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่เรียกเก็บ (kW หลังใช้ Ratchet)
- สัดส่วน On Peak (kWh ช่วง On Peak ÷ kWh รวม)
ในบรรดานี้ “กำลังไฟฟ้าฐานช่วงกลางคืนและวันหยุด” คือตัวชี้วัดที่ให้ผลง่ายที่สุดโดยไม่ต้องลงทุนเลย เพราะไฟฟ้าที่ยังไหลอยู่ในเวลาที่ไม่มีใครผลิต โดยหลักการแล้วเป็นเป้าหมายในการลดได้ทั้งหมด
โรดแมป 90 วันสำหรับการติดตั้ง
การติดตั้งระบบติดตามการใช้พลังงานใช้เวลาไปกับการสร้างฉันทามติภายในองค์กร มากกว่างานติดตั้งทางกายภาพเสียอีก ในที่นี้จะแสดงขั้นตอนที่จะพาไปถึงการเริ่มใช้งานจริงภายใน 90 วัน พร้อมสิ่งส่งมอบและผู้ที่ต้องดึงเข้ามาร่วมในแต่ละขั้น
วันที่ 1–30: สำรวจสถานะปัจจุบัน (ยังไม่ต้องทำงานติดตั้ง)
งานในช่วงนี้แทบไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่ม
สิ่งที่ต้องทำ
- รวบรวมบิลค่าไฟย้อนหลัง 12–24 เดือนให้ครบ
- ตรวจสอบประเภทอัตรา (ประเภทที่ 3 / ประเภทที่ 4) ระดับแรงดันที่รับไฟ และค่าความต้องการพลังไฟฟ้าตามสัญญา
- ทำตารางแสดง kWh ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด (kW) และสัดส่วน On Peak / Off Peak เป็นรายเดือน
- คำนวณตัวประกอบการใช้ไฟฟ้า (kWh ต่อเดือน ÷ (kW สูงสุด × 24 ชั่วโมง × จำนวนวันของเดือนนั้น) โดยโรงงานตัวอย่างคือ 250,000 ÷ (800 × 24 × 30) = 43.4%)
- คำนวณ ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในรอบ 12 เดือนล่าสุด × 70% (= เพดานขั้นต่ำจาก Ratchet)
- รวบรวมแผนผังเส้นเดียว (SLD) รายการพิกัดหม้อแปลง และพิกัดกำลังของเครื่องจักรหลัก
สิ่งส่งมอบ: ทะเบียนพลังงานสถานะปัจจุบัน (รายเดือน), ตารางเส้นฐาน, ค่าเพดานขั้นต่ำจาก Ratchet, สมมติฐานเบื้องต้นเรื่องช่องว่างที่ลดได้
ผู้ที่ต้องดึงเข้ามาร่วม: ฝ่ายบัญชี/จัดซื้อ (ต้นฉบับบิล), วิศวกรไฟฟ้าผู้รับผิดชอบและฝ่ายซ่อมบำรุง (SLD, หม้อแปลง), ฝ่ายวางแผนและควบคุมการผลิต (ข้อมูลปริมาณการผลิต)
ในขั้นนี้จะรู้ว่า “ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าคิดเป็นกี่ % ของทั้งหมด” และ “สัดส่วน On Peak เป็นกี่ %” ถ้าค่าความต้องการพลังไฟฟ้าอยู่ที่ราว 10.3% แบบโรงงานตัวอย่าง แกนหลักคือมาตรการฝั่งหน่วยไฟฟ้า แต่ถ้าอยู่ที่ 20–30% แกนหลักคือการลดพีค ทางแยกของแนวทางจะถูกตัดสินตรงนี้
วันที่ 31–50: ออกแบบการวัดและขอใบเสนอราคา
สิ่งที่ต้องทำ
- จัดทำรายการจุดวัด (ระบุลำดับความสำคัญ วิธีวัด ต้องดับไฟหรือไม่ และตำแหน่งตู้ บรรทัดละหนึ่งจุด)
- เลือกวิธีวัด (ติดตั้ง CT เพิ่ม / พัลส์เอาต์พุต / อ่านค่ามิเตอร์เดิม)
- ออกแบบเส้นทางการสื่อสาร (LAN, Modbus, ไร้สาย โดยสำรวจระยะทางระหว่างอาคารและสิ่งกีดขวางที่หน้างาน)
- นิยาม KPI (EnPI) และจัดทำเอกสารข้อกำหนดหน้าจอของแดชบอร์ด
- จัดทำร่างค่าตั้งเตือน (Threshold) ของสัญญาณเตือนค่าความต้องการพลังไฟฟ้า และร่างลำดับความสำคัญของเครื่องจักรที่จะลดโหลด
- คัดกรองงานที่ต้องดับไฟ และจับคู่กับกำหนดการตรวจสอบประจำปีและวันหยุดยาว
- ขอใบเสนอราคาที่แยกทั้ง 5 ชั้นออกจากกัน (ใบเสนอราคาแบบเหมารวมยอดเดียวเปรียบเทียบไม่ได้)
สิ่งส่งมอบ: ตารางจุดวัด, แบบออกแบบการเดินสายและการสื่อสาร, เอกสารข้อกำหนดหน้าจอ, ร่างแผนดับไฟ, ใบเสนอราคาแยกตามชั้น
ผู้ที่ต้องดึงเข้ามาร่วม: วิศวกรรมการผลิต, หัวหน้าไลน์ผลิต (ความเป็นไปได้ในการหยุดเครื่อง), ฝ่าย IT (เครือข่าย ความปลอดภัย), ผู้รับเหมางานไฟฟ้า, ฝ่ายจัดซื้อ
วันที่ 51–75: งานติดตั้ง การตั้งค่า และการตรวจสอบข้อมูล
สิ่งที่ต้องทำ
- ดำเนินการติดตั้ง CT และเดินสายในตู้ตามแผนดับไฟ
- ติดตั้ง Gateway / Logger และตรวจสอบการเชื่อมต่อสื่อสาร
- ดำเนินการตรวจสอบกระทบยอดกับบิล (ตรวจว่า kWh สะสมและค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ สอดคล้องกับค่าที่เรียกเก็บหรือไม่)
- เผยแพร่แดชบอร์ดฉบับแรก และให้หน้างานรีวิวว่ามองเห็นข้อมูลได้อย่างที่ต้องการหรือไม่
สิ่งส่งมอบ: บันทึกการตรวจสอบข้อมูลการวัด (ส่วนต่างจากบิลและสาเหตุ), แดชบอร์ดฉบับแรก, แบบ As-built
ผู้ที่ต้องดึงเข้ามาร่วม: ฝ่ายซ่อมบำรุง, EHS (ความปลอดภัยของงานดับไฟ), ผู้รับเหมา, ฝ่าย IT
การตรวจสอบกระทบยอดมักถูกข้าม แต่ต้องทำให้ได้เสมอ กรณีที่พบไม่น้อย ได้แก่ ทิศทางของ CT กลับด้าน การตั้งอัตราส่วนหม้อแปลงกระแสผิด และการตั้งค่าน้ำหนักพัลส์ผิด ถ้าไม่ตรวจสอบตั้งแต่แรก จะกลายเป็นการตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ผิดไปตลอดครึ่งปี
วันที่ 76–90: ทำให้การใช้งานจริงลงตัว (ตรงนี้คือของจริง)
สิ่งที่ต้องทำ
- กำหนดขั้นตอนการส่งต่อ (Escalation) ของสัญญาณเตือนค่าความต้องการพลังไฟฟ้า (เข้าเครื่องของใคร ภายในกี่นาที ใครหยุดอะไร)
- เขียนรายการลำดับการลดโหลดลงกระดาษ และติดประกาศไว้ที่หน้างาน
- สร้างจังหวะการตรวจสอบ: รายวัน (พีคของเมื่อวานและสาเหตุ), รายสัปดาห์ (แนวโน้ม), รายเดือน (กระทบยอดกับบิลและตรวจสอบผลลัพธ์)
- ลงทะเบียนหัวข้อการปรับปรุง พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบและกำหนดเวลา
- ตกลงกติกาการวัดผล (การเปรียบเทียบกับเส้นฐาน และวิธีปรับค่าตามปริมาณการผลิต)
สิ่งส่งมอบ: คู่มือขั้นตอนการลดค่าความต้องการพลังไฟฟ้า, ตารางการส่งต่อสัญญาณเตือน, แบบฟอร์มรายงานรายเดือน, รายการหัวข้อการปรับปรุง
ผู้ที่ต้องดึงเข้ามาร่วม: ผู้จัดการโรงงาน (อำนาจตัดสินใจ), ผู้จัดการฝ่ายผลิตและหัวหน้าไลน์ (ผู้ลงมือ), ผชพ. (ผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน), ฝ่ายบริหารธุรกิจต่างประเทศของสำนักงานใหญ่ (การรายงานผล)
หากต้องการให้ครอบคลุมถึงการบันทึกงานที่หน้างานด้วย ก็มีวิธีผสานเข้ากับเครื่องมือฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์อย่าง i-Reporter (พัฒนาโดยบริษัท CIMTOPS ประเทศญี่ปุ่น) เพื่อเก็บบันทึกการดำเนินการลดโหลดไว้ และหากใช้กลไกที่จัดการการผลิตกับการจัดการพลังงานบนแพลตฟอร์มเดียวกัน อย่าง PEGASUS ที่บริษัทเราให้บริการ ก็จะคำนวณค่าการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิตได้โดยไม่ต้องทำงานมือ ไม่ว่าจะเลือกโครงสร้างแบบใด จุดชี้ขาดความสำเร็จมีเพียงข้อเดียว คือได้กำหนดไว้แล้วหรือยังว่า “เมื่อสัญญาณเตือนดัง หน้างานจะทำอะไร”
4 ความล้มเหลวที่พบบ่อย
ความล้มเหลวที่ ①: ทำแดชบอร์ดเสร็จแล้วก็จบแค่นั้น
เป็นความล้มเหลวที่พบมากที่สุด หน้าจอสวยงามเสร็จสมบูรณ์ ขึ้นแสดงบนจอขนาดใหญ่ตลอดเวลา ผู้มาเยี่ยมชมชื่นชม แต่ผ่านไป 3 เดือน ไม่มีใครดูเลย
สาเหตุคือ หน้าจอถูกออกแบบมาเป็น “สิ่งที่ไว้ดู” ไม่ได้ถูกออกแบบมาเป็น “ตัวจุดชนวนให้ลงมือทำ” วิธีแก้ง่ายมาก คือทำให้ทุกหน้าจอสามารถเขียนอธิบายได้ในหนึ่งประโยคว่า “คนที่ดูหน้านี้ จะตัดสินอะไร แล้วจะทำอะไรต่อ” หน้าจอที่เขียนไม่ได้ ไม่ทำเสียยังดีกว่า ควบคู่กันไป ให้นิยามเป็นงานประจำว่ารายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน ใครต้องตรวจสอบอะไร แล้วให้บันทึกผลการตรวจสอบไว้เป็นหลักฐาน
ความล้มเหลวที่ ②: จุดวัดเยอะเกินไปจนโครงการล่ม
คิดว่า “ในเมื่อจะทำแล้วก็เอาให้ครบ” แล้วขอใบเสนอราคา 200 จุด พอเห็นตัวเลขก็ทำให้เรื่องขออนุมัติค้าง หรือปริมาณงานติดตั้งบานปลายจนจัดแผนดับไฟไม่ได้ ทำให้การเริ่มงานเลื่อนออกไปอีกหนึ่งปี
วิธีแก้คือตามที่กล่าวไปแล้ว คือตัดเฟสที่ 1 ไว้ประมาณ 30 จุดโดยเริ่มจากเครื่องจักรที่กินไฟมาก การเริ่มเล็กและเร็วเพื่อสร้างผลลัพธ์ แล้วใช้ผลลัพธ์นั้นเป็นเหตุผลในการของบเฟสที่ 2 สุดท้ายกลับครอบคลุมทั้งโรงงานได้เร็วกว่า และเผื่อสำหรับการขยายไว้ด้วย โดยตรวจสอบตั้งแต่แรกอย่างน้อย 2 เรื่อง คือพอร์ตว่างของ Gateway และเพดานจำนวนจุดของสัญญาคลาวด์
ความล้มเหลวที่ ③: สัญญาณเตือนค่าความต้องการพลังไฟฟ้าดังแล้ว แต่หน้างานไม่มีขั้นตอนให้ทำ
สัญญาณเตือนดังอยู่ แต่หน้างานไม่รู้ว่าจะหยุดอะไรได้บ้าง อาจกระทบคุณภาพ อาจทำให้กระบวนการถัดไปเดือดร้อน และไม่แน่ใจว่าตัวเองมีอำนาจสั่งหยุดหรือเปล่า ผลคือไม่มีใครขยับ และพีคก็ถูกบันทึกไปตามนั้น
วิธีแก้คือ ตัดสินใจไว้ก่อนที่สัญญาณเตือนจะดัง
- ลำดับความสำคัญของเครื่องจักรที่จะลดโหลด (เรียงจากที่กระทบคุณภาพ ความปลอดภัย และกำหนดส่งน้อยที่สุด)
- แต่ละเครื่องหยุดได้กี่นาที และใครเป็นผู้ตัดสินใจสั่งหยุด
- ขั้นตอนการกลับมาเดินเครื่องหลังหยุด และช่องทางการแจ้งกระบวนการถัดไป
- จังหวะของสัญญาณเตือน (ถ้าเตือนหลังจบช่วง 15 นาทีแล้วจะสาย ต้องเป็นสัญญาณเตือนเชิงพยากรณ์ระหว่างช่วง)
คู่มือขั้นตอนนี้แค่หน้าเดียวก็พอ ยิ่งกว่านั้นคือ ขั้นตอนที่ยาวเกินหนึ่งหน้าจะไม่ถูกใช้จริงที่หน้างาน
ความล้มเหลวที่ ④: ตัดสินใจลงทุนผิดเพราะไม่รู้จัก Ratchet
คำนวณว่า “ลดค่าความต้องการพลังไฟฟ้าได้ 300 kW ดังนั้นประหยัดได้ 132.93 × 300 = 39,879 บาท/เดือน” แล้วผ่านการอนุมัติ แต่ในบิลจริงลดลงเพียง 31,903 บาท/เดือน ส่วนต่าง 7,976 บาท/เดือน (คำนวณโดยบทความนี้) คือส่วนที่ถูกกั้นไว้ด้วยเพดานขั้นต่ำจาก Ratchet ที่ 560 kW
แม้จำนวนเงินจะดูไม่มาก แต่ ข้อเท็จจริงที่ว่า “ประมาณการกับผลจริงไม่ตรงกัน” จะส่งผลต่อการขออนุมัติลงทุนด้าน IT ครั้งถัดไป ในขั้นประมาณการ ขอให้ตรวจสอบ ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา × 70% เสมอ และนำมารวมไว้ในการคำนวณระยะเวลาคืนทุน ในทางกลับกัน หากอธิบายไว้ล่วงหน้าด้วยว่าผลลัพธ์จะดีขึ้นอีกเมื่อครบ 12 เดือนและเพดานขั้นต่ำถูกอัปเดต การประเมินผลก็จะไม่แกว่ง
คำถามที่พบบ่อย
ระบบติดตามการใช้พลังงานคืออะไร
คือกลไกที่เก็บข้อมูลสถานะการใช้พลังงานของโรงงาน โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้า ด้วยอุปกรณ์วัดแบบอัตโนมัติ แล้วทำให้มองเห็นได้แยกตามเครื่องจักรและตามช่วงเวลา เพื่อเชื่อมต่อไปสู่มาตรการลดการใช้พลังงาน มีชื่อเรียกอื่นว่าระบบมอนิเตอร์พลังงานไฟฟ้า, EMS หรือระบบการจัดการพลังงาน
โครงสร้างแบ่งเป็น 5 ชั้น ได้แก่ ① ชั้นอุปกรณ์วัด (มิเตอร์ไฟฟ้าพร้อม CT, มิเตอร์แบบพัลส์เอาต์พุต ฯลฯ) ② ชั้นรวบรวมข้อมูล (IoT Gateway, Data Logger) ③ ชั้นแพลตฟอร์ม (ซอฟต์แวร์แสดงผล, คลาวด์) ④ ชั้นติดตั้ง (งานไฟฟ้า, การตั้งค่า, การพัฒนาหน้าจอ) และ ⑤ ชั้นปฏิบัติการ (การบำรุงรักษา, การดำเนินงานปรับปรุง) นอกจากไฟฟ้าแล้ว ยังขยายไปสู่การติดตามระบบสาธารณูปโภคอย่างลมอัด น้ำหล่อเย็น ไอน้ำ และแก๊ส ได้ด้วย
สิ่งสำคัญคือ ระบบรับผิดชอบแค่ “วัดแล้วแสดงผล” เท่านั้น สิ่งที่ทำให้ค่าไฟลดลงจริงคือการปฏิบัติงานที่นำข้อมูลนั้นไปใช้ทำ การลดพีคค่าความต้องการพลังไฟฟ้า การย้ายโหลด และการประหยัดพลังงานอย่างต่อเนื่อง หากอยากรู้ลึกลงไปว่าควรกำหนดจุดวัดกี่จุดตรงไหน และค่าใช้จ่ายแต่ละส่วนคิดออกมาเป็นเท่าไร อ่านเพิ่มเติมได้ที่การออกแบบจุดวัดและโครงสร้างค่าใช้จ่ายของระบบมอนิเตอร์พลังงานไฟฟ้า
ระบบติดตามการใช้พลังงานมีค่าใช้จ่ายเท่าไร
สำหรับแบบจำลอง 30 จุดวัด ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น (ชั้นอุปกรณ์วัด + ชั้นรวบรวมข้อมูล + ชั้นติดตั้ง) อยู่ที่ประมาณ 500,000–1,440,000 บาท และค่าใช้จ่ายรวมปีแรก (ผลรวมชั้น ①–⑤ รวมชั้นแพลตฟอร์มและชั้นปฏิบัติการ) อยู่ที่ประมาณ 620,000–1,860,000 บาท ทั้งหมดจะขึ้นหรือลงตามสภาพหน้างาน
รายละเอียดโดยประมาณคือ อุปกรณ์วัด 8,000–20,000 บาท/จุด, Gateway 30,000–80,000 บาท/เครื่อง, ซอฟต์แวร์แสดงผล/คลาวด์ 5,000–20,000 บาท/เดือน, งานไฟฟ้า การตั้งค่า และการพัฒนาหน้าจอ 200,000–600,000 บาท, และงานบำรุงรักษาและปฏิบัติการรายปี 60,000–180,000 บาท
ในโรงงานตัวอย่างของบทความนี้ (250,000 kWh/เดือน, ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด 800 kW) ประมาณการมูลค่าที่ประหยัดได้ปีละ 1,035,564 บาท ระยะเวลาคืนทุนจึงเท่ากับ 620,000 ÷ 1,035,564 = 0.60 ปี ถึง 1,860,000 ÷ 1,035,564 = 1.80 ปี กล่าวคือ ประมาณ 0.6–1.8 ปี เวลาเปรียบเทียบใบเสนอราคา ขอให้ผู้ขายแยกออกมาเป็น 5 ชั้นเสมอ ใบเสนอราคาแบบเหมารวมยอดเดียวจะตัดสินไม่ได้เลยว่าตรงไหนแพง และตรงไหนตกหล่น
แค่ทำให้มองเห็นการใช้ไฟฟ้า ค่าไฟจะลดลงไหม
ไม่ลดครับ พูดให้ถูกต้องคือ การมองเห็นข้อมูลโดยตัวมันเองไม่มีผลในการลดค่าไฟ ค่าไฟจะลดลงก็ต่อเมื่อ เปลี่ยนวิธีปฏิบัติงานจากสิ่งที่เห็น เท่านั้น
แต่ก็เป็นความจริงเช่นกันว่า ถ้าไม่มีการมองเห็นข้อมูล ก็เลือกมาตรการลดค่าไฟไม่ได้ ถ้าไม่รู้ว่าเครื่องจักรตัวไหนใช้ไฟเท่าไรในช่วง On Peak ก็กำหนดเป้าหมายการย้ายโหลดไม่ได้ และถ้าไม่รู้ว่าพีคเกิดขึ้นตอนไหน ก็ไม่มีทางลดพีคได้เลย การมองเห็นข้อมูลจึงเป็นเงื่อนไขจำเป็น แต่ไม่ใช่เงื่อนไขเพียงพอ
ในทางปฏิบัติ ต้องเตรียมครบ 3 อย่างพร้อมกันจึงจะเห็นผล
- ตัวเลข (ข้อมูลการวัดแยกตามเครื่องจักรและตามช่วงเวลา)
- เกณฑ์ตัดสิน (ค่าตั้งเตือน ลำดับความสำคัญ KPI)
- การลงมือทำ (ขั้นตอนและอำนาจว่าใคร เมื่อไร ทำอะไร)
การติดตั้งเพียงข้อ 1 โดยไม่มีข้อ 2 และ 3 ก็คือความล้มเหลวแบบ “ทำแดชบอร์ดเสร็จแล้วก็จบแค่นั้น” ที่กล่าวไว้ข้างต้น
การติดตามค่าความต้องการพลังไฟฟ้า ต้องดูอะไรบ้าง
ขอให้ดู 5 อย่างต่อไปนี้
| สิ่งที่ต้องดู | เป้าประสงค์ |
|---|---|
| ค่าปัจจุบันและค่าพยากรณ์ของช่วง 15 นาที | เพื่อรับมือก่อนจบช่วง การแสดงผลย้อนหลังถือว่าสาย |
| ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของเดือนนี้ (kW จริง) | ดูว่าฐานการเรียกเก็บของเดือนนี้ถูกล็อกไปถึงไหนแล้ว |
| ค่าสูงสุดในรอบ 12 เดือนล่าสุด × 70% (เพดานขั้นต่ำจาก Ratchet) | ตำแหน่งของ “พื้น” ที่ต่อให้ลดก็ไม่สะท้อนในบิล |
| ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่เรียกเก็บ (= ค่าที่มากกว่าระหว่างค่าจริงกับเพดานขั้นต่ำจาก Ratchet) | ค่าที่ถูกเรียกเก็บจริง ให้วัดผลด้วยค่านี้ |
| รายละเอียดรายเครื่องจักร ณ เวลาที่เกิดพีค | ระบุว่าอะไรกับอะไรมาซ้อนกัน เป็นฐานของมาตรการถัดไป |
โดยเฉพาะข้อ 3 และข้อ 4 มักไม่มีติดมากับแดชบอร์ดมาตรฐานทั่วไป ถ้าไม่ระบุเป็นข้อกำหนดอย่างชัดเจน จะได้รับมอบหน้าจอที่แสดงเพียง kW จริงเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังต้องย้อนดูล็อกของวันและเวลาที่เกิดพีคแยกตามเครื่องจักรได้ด้วย เมื่อระบุได้ละเอียดถึงระดับ “ช่วง 10 โมงของวันจันทร์ที่แล้ว การสตาร์ทคอมเพรสเซอร์และชิลเลอร์มาซ้อนกับการอุ่นอุณหภูมิของเตาอบ” เท่านั้น จึงจะลงมาสู่มาตรการที่เป็นรูปธรรมอย่างการกระจายจังหวะการสตาร์ทได้
เครื่องจักรเก่าที่มีอยู่เดิม วัดได้ไหม
วัดได้ครับ เพราะไม่ได้ไปดัดแปลงตัวเครื่องจักร แต่วัดที่ฝั่งวงจรที่จ่ายไฟให้เครื่องจักรนั้น วิธีมี 3 แบบ
- ติดตั้ง CT เพิ่มภายหลัง: ติดตั้ง CT เข้ากับวงจรเป้าหมายภายในตู้จ่ายไฟหรือตู้เพาเวอร์ เป็นวิธีที่ใช้ได้ทั่วไปที่สุด ไม่จำกัดปีที่ผลิตหรือยี่ห้อของเครื่องจักร แต่ต้องดับไฟเพราะเป็นงานภายในตู้
- รับสัญญาณพัลส์เอาต์พุตหรืออนาล็อกเอาต์พุต: หากมิเตอร์วัดหน่วยไฟฟ้าหรือมิเตอร์วัดอัตราการไหลที่มีอยู่เดิมมีขั้วสัญญาณเอาต์พุต ก็ดึงสัญญาณจากจุดนั้น ส่วนใหญ่ไม่ต้องดับไฟ
- อ่านค่าจากสมาร์ทมิเตอร์เดิมหรือมิเตอร์ไฟฟ้าดิจิทัล: หากมีฟังก์ชันสื่อสาร ก็อ่านค่าที่จุดรับไฟได้ ถูกที่สุด แต่เห็นเพียงจุดเดียวคือภาพรวมทั้งโรงงาน
อุปสรรคที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือ การจัดแผนดับไฟ เนื่องจากการติดตั้ง CT ต้องดับไฟ จึงควรวางแผนตั้งแต่แรกให้รวบงานติดตั้งไว้ที่ช่วงตรวจสอบประจำปีหรือวันหยุดยาว (สงกรานต์ สิ้นปี–ปีใหม่) หากลืมใส่เรื่องนี้เข้าไปในกำหนดการ จะเกิดสภาพที่อุปกรณ์มาส่งถึงแล้วแต่เริ่มงานไม่ได้ ยืดเยื้อไปหลายเดือน
สรุป
ขอสรุปสาระสำคัญของบทความนี้
- ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 3.88 บาท/kWh ในงวดมกราคม–เมษายน 2026 และ 3.95 บาท/kWh ในงวดพฤษภาคม–สิงหาคม 2026 ส่วนงวดกันยายน–ธันวาคม มีการเสนอ 4 ทางเลือกโดยกำหนดค่า Ft ไว้ที่ 0.1623–0.9482 บาท/kWh เข้าสู่เวทีรับฟังความคิดเห็น แต่ ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ยังไม่มีข้อสรุป
- ค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมแยกได้เป็น ค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาท/kWh + ค่า Ft + ค่าพลังงานไฟฟ้าแบบ TOU + ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า โดยค่าไฟฟ้าฐานและค่า Ft เป็นสิ่งที่ฝั่งโรงงานขยับไม่ได้ สิ่งที่ขยับได้มี 3 เรื่อง คือ “จะใช้เมื่อไร (TOU)” “จะกดพีคไว้ที่กี่ kW (ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า)” และ “จะใช้ทั้งหมดกี่ kWh”
- ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าถูกกำหนดด้วย ค่าสูงสุดในรอบเดือนของค่าเฉลี่ย 15 นาที เพียงจุดเดียว และมี Ratchet ที่ว่า ค่าที่เรียกเก็บ = MAX(ค่าจริงของเดือนปัจจุบัน, ค่าสูงสุดในรอบ 12 เดือนล่าสุด × 70%) ถ้าไม่รู้ 2 เรื่องนี้ ตัดสินใจลงทุนไม่ได้
- โรงงานตัวอย่าง (250,000 kWh/เดือน, 800 kW) มีค่าไฟรายเดือน 1,034,874 บาท ค่าไฟเฉลี่ยที่จ่ายจริง 4.14 บาท/kWh สัดส่วนค่าความต้องการพลังไฟฟ้าประมาณ 10.3% (เพราะตัวประกอบการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 43.4% ส่วนตัวเลขทั่วไป 20–30% เป็นของโรงงานที่ตัวประกอบการใช้ไฟฟ้าต่ำ)
- หากค่า Ft ขึ้นไปที่ 0.9482 จะเพิ่มขึ้น 196,475 บาท/เดือน หรือ 2,357,700 บาท/ปี (เป็นสถานการณ์ที่ยังไม่ยุติ)
- 3 มาตรการ (ลดพีค 159,516 + ย้ายโหลด 379,248 + ประหยัดพลังงานปีละ 4% เท่ากับ 496,800) รวมเป็น 1,035,564 บาท/ปี คาดว่าลดได้ประมาณ 8.3% ของค่าไฟทั้งปี
- ค่าใช้จ่ายสำหรับ 30 จุดวัด อยู่ที่ 620,000–1,860,000 บาทในปีแรก คืนทุนประมาณ 0.6–1.8 ปี
- เครื่องจักรเก่าก็วัดได้ด้วยการติดตั้ง CT เพิ่ม การรับพัลส์เอาต์พุต และการอ่านค่ามิเตอร์เดิม อุปสรรคอยู่ที่การจัดแผนดับไฟ
- หากเข้าข่ายโรงงานควบคุม เช่น หม้อแปลงรวมตั้งแต่ 1,175 kVA ขึ้นไป จะเกิดหน้าที่ต้องจัดให้มี ผชพ. การทำให้การวัดเป็นอัตโนมัติจึงช่วยลดภาระงานรายงานได้โดยตรง
- รูปแบบความล้มเหลวมี 4 แบบ (ทำแดชบอร์ดแล้วจบ / จุดวัดมากเกินจนล่ม / ไม่มีขั้นตอนหลังสัญญาณเตือนดัง / ตัดสินใจผิดเพราะไม่รู้จัก Ratchet)
สิ่งที่ทำได้ทันทีตอนนี้มีเพียงข้อเดียว นำบิลค่าไฟย้อนหลัง 12 เดือนมาเรียง แล้วคูณค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดด้วย 0.7 ตัวเลขที่ได้คือ “พื้นที่ลดไม่ลง” ของค่าไฟบริษัทท่าน
เพียงเริ่มจากการแยกส่วนบิลค่าไฟและคัดกรองจุดวัด การมีสายตาจากภายนอกเข้ามาช่วยจะทำให้ประเด็นต่าง ๆ ถูกจัดระเบียบได้เร็วขึ้น TOMAS TECH ยินดีให้คำปรึกษาแก่โรงงานในประเทศไทย ทั้งการวินิจฉัยเบื้องต้นว่าบิลค่าไฟปัจจุบันมีช่องว่างให้ลดตรงจุดใด และการคัดกรองจุดวัดโดยพิจารณาจากสภาพตู้ไฟฟ้าที่มีอยู่เดิม ไม่จำเป็นต้องเป็นการปรึกษาโดยมีเงื่อนไขว่าจะติดตั้งระบบ แม้อยู่ในขั้นตอนจัดระเบียบสถานการณ์ปัจจุบันก็ปรึกษาได้ ติดต่อเราได้ตามสะดวกผ่านหน้าติดต่อเรา
ข้อมูลอ้างอิง
- ค่าไฟฟ้างวดพฤษภาคม–สิงหาคมของ ERC ที่ 3.95 บาท/kWh (Nation Thailand)
- ข้อเสนอค่า Ft งวดกันยายน–ธันวาคม (Thailand Construction)
- คำอธิบายค่าความต้องการพลังไฟฟ้า TOU TOD และ Ratchet (CapSolar)
- ค่าไฟและค่าไฟเฉลี่ยที่จ่ายจริงของโรงงานในไทย (CapSolar)
- กลไกของค่า Ft (CapSolar)
- พ.ร.บ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 ฉบับแปลอังกฤษ (EPPO)
- เกณฑ์โรงงานควบคุมและข้อกำหนด ผชพ. (เอกสารประเทศไทย APEC EGEEC)
- ISO 50001 กับการลดพลังงานปีละ 4% (US DOE Better Plants / Better Buildings Solution Center)
- เวทีรับฟังความคิดเห็นของ กกพ. (Bangkok Post)