Blog

2026.08.22

การใช้งาน Copilot ในองค์กร | คู่มือปฏิบัติ Word Excel Teams

การใช้งาน Copilot ในองค์กร | คู่มือปฏิบัติ Word Excel Teams

ไลเซนส์ Microsoft 365 Copilot แจกให้พนักงานครบแล้ว แต่เสียงที่กลับมาจากหน้างานมีเพียง “เปิดดูแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้กับงานอะไร” นี่คือหนึ่งในโจทย์ที่บริษัทผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตในไทยปรึกษาเข้ามามากที่สุดในเวลานี้ โดยส่วนใหญ่แล้ว อุปสรรคของการใช้งาน Copilot ในองค์กรไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของตัวเครื่องมือ แต่อยู่ที่ไม่มีใครระบุให้ชัดว่าควรนำ Copilot ไปใช้กับงานส่วนไหน บทความนี้จะเรียบเรียงวิธีใช้งานผ่านประตูสี่บานที่พนักงานเปิดอยู่ทุกวัน ได้แก่ Word, Excel, Teams และ Outlook หากต้องการทบทวนพื้นฐานของ Generative AI ก่อน สามารถอ่าน Generative AI คืออะไร ประกอบได้

การนำ Copilot เข้ามาใช้ ไม่ใช่เรื่องเดียวกับการใช้งานจริงในงานประจำ

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา บทสนทนาเรื่อง Copilot ขยับจาก “ควรซื้อหรือไม่” มาเป็น “ซื้อมาแล้วแต่ไม่ขยับ” เรามาดูจุดยืนปัจจุบันผ่านตัวเลขกันก่อน

ที่นั่งแบบเสียค่าใช้จ่ายทะลุ 20 ล้าน และลูกค้ารายใหญ่เพิ่มขึ้น 4 เท่า

ในการแถลงผลประกอบการไตรมาสที่สามของปีงบประมาณ 2026 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2026 Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft เปิดเผยว่าจำนวนที่นั่ง (seat) แบบเสียค่าใช้จ่ายของ Microsoft 365 Copilot ทะลุ 20 ล้านที่นั่งแล้ว พร้อมกันนั้นยังเปิดเผยว่าจำนวนลูกค้ารายใหญ่ที่ถือครองที่นั่งตั้งแต่ 50,000 ที่นั่งขึ้นไป เพิ่มขึ้น 4 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า รายได้จาก Microsoft 365 commercial cloud ในไตรมาสเดียวกันเติบโต 19% และในเอกสารอธิบายผลการดำเนินงานรายหน่วยธุรกิจสำหรับนักลงทุน ก็ระบุชัดเจนว่า Microsoft 365 Copilot เป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้ต่อผู้ใช้หนึ่งราย ควบคู่ไปกับ Microsoft 365 E5

พูดอีกอย่างคือ การที่องค์กรตัดสินใจซื้อ Copilot ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อีกต่อไปแล้ว ตัวเลขชุดนี้สะท้อนว่าจุดศูนย์ถ่วงของตลาดได้ขยับจากขั้นนำร่องในไม่กี่แผนก ไปสู่ขั้นทำสัญญารวมระดับหลายหมื่นคน ในกลุ่มโรงงานญี่ปุ่นในประเทศไทยเองก็มีกรณีที่บริษัทแม่ในญี่ปุ่นทำสัญญาระดับโกลบอล แล้วไลเซนส์ไหลลงมาถึงบริษัทลูกในไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

ช่องว่างระหว่างจำนวนที่ซื้อ กับจำนวนที่ถูกใช้จริง

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของจำนวนไลเซนส์กับการแพร่หลายของการใช้งานจริงไม่ได้เดินไปด้วยกันเสมอไป ผลสำรวจจากหน่วยงานอิสระรายงานว่า ในบรรดาไลเซนส์ที่ซื้อไป มีเพียงราวหนึ่งในห้าถึงเกือบหนึ่งในสามเท่านั้นที่มีการใช้งานจริงเป็นรายสัปดาห์ และอัตราการแพร่หลายในที่ทำงานโดยรวมก็อยู่ราวหนึ่งในสาม ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ข้อมูลปฐมภูมิที่ Microsoft เผยแพร่เอง จึงยังฟันธงไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ห่างจากความรู้สึกของคนหน้างานมากนัก

ในองค์กรที่เราเข้าไปสนับสนุน สภาพที่ว่า “ฝ่ายไอทีทำสัญญาให้พนักงานทั้งบริษัท แต่คนที่หยิบมาใช้ทุกสัปดาห์จริง ๆ มีแค่บางส่วนของฝ่ายธุรการกับฝ่ายวางแผน” ก็ไม่ใช่เรื่องหายาก ค่าไลเซนส์เกิดขึ้นทุกเดือนตามจำนวนผู้ใช้ แต่ผลลัพธ์เกิดกับคนเพียงหยิบมือ หากสภาพนี้ดำเนินไปครึ่งปี พอถึงรอบต่อสัญญาก็จะกลายเป็นบทสนทนาว่า “ไม่เห็นผล ลดจำนวนลงดีกว่า”

แจกแล้วไม่มีใครใช้ ไม่ใช่ความล้มเหลวของโครงการ แต่คือการขาดการออกแบบการใช้งาน

สิ่งที่อยากทำความเข้าใจตรงนี้คือ เราไม่ควรเรียกสภาพแบบนี้ว่าความล้มเหลวของการนำระบบเข้ามาใช้ เพราะผลงานที่โครงการนำระบบเข้ามาใช้ต้องส่งมอบคือสัญญา การออกแบบสิทธิ์การเข้าถึง การตั้งค่า tenant และการจัดทำแนวปฏิบัติการใช้งาน ซึ่งส่วนใหญ่มักทำได้ครบถ้วนถูกต้อง สิ่งที่ขาดไปคือกระบวนการถัดจากนั้น นั่นคือการนิยามให้ชัดว่า “ใคร ใช้กับงานอะไร และใช้อย่างไร”

นี่เป็นเรื่องหลังจากแจกเครื่องมือไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องการจัดซื้อ ยกตัวอย่างเช่น เวลาโรงงานซื้อเครื่องมือวัดตัวใหม่เข้ามา ไม่มีใครคิดว่าแค่ซื้อและติดตั้งเสร็จแล้วความแม่นยำในการวัดจะดีขึ้นเอง ต้องกำหนดก่อนว่าใครวัดอะไรในกระบวนการไหน เกณฑ์ตัดสินคืออะไร และบันทึกผลไว้ที่ใด จึงจะเกิดผลลัพธ์ Copilot ก็เป็นแบบเดียวกันทุกประการ

ส่วนเรื่องการนำระบบเข้ามาใช้เอง ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเทียบโครงสร้างค่าใช้จ่าย การออกแบบสิทธิ์การเข้าถึง หรือการตัดสินใจว่าจะทำสัญญาแพ็กเกจใดกี่คน เราได้อธิบายไว้อย่างละเอียดแล้วใน บทความสรุปแนวทางการนำ Microsoft Copilot เข้ามาใช้ บทความนี้จะขยับไปอีกก้าวหนึ่ง และโฟกัสเฉพาะสถานการณ์ที่ไลเซนส์อยู่ในมือแล้ว

สิ่งที่บทความนี้พูดถึงคือวิธีใช้งานหลังแจกไลเซนส์

จากนี้ไปเราจะเรียบเรียงว่า Copilot ทำอะไรได้บ้าง โดยเชื่อมโยงกับสถานการณ์การทำงานจริงตามแอปพลิเคชันที่พนักงานต้องเปิดทุกวัน ได้แก่ Word, Excel, Teams และ Outlook จากนั้นจะกล่าวถึงวิธีใช้เฉพาะของอุตสาหกรรมการผลิต สาเหตุเชิงโครงสร้างที่ทำให้การใช้งานไม่แพร่หลาย ประเด็นที่ต้องพิจารณาเมื่อขยายผลในฐานประเทศไทย และลำดับขั้นของการเริ่มต้น

การใช้งาน Copilot ในองค์กร | คู่มือปฏิบัติ Word Excel Teams - figure 1

Copilot Word ร่างเอกสาร งานที่เห็นผลเร็วที่สุด

ประตูบานแรกคือ Word งานเอกสารเป็นพื้นที่ที่สัมผัสผลของ Copilot ได้เร็วที่สุด และเหมาะจะเป็นงานแรกที่ให้พนักงานลองจับ

ตัดเวลาที่ต้องนั่งจ้องหน้ากระดาษเปล่าออกไป

Copilot ใน Word จะสร้างร่างที่มีโครงสร้างให้ เมื่อเราสั่งด้วยวัตถุประสงค์ของเอกสารและประเด็นหลักที่ต้องการ เช่น สั่งว่า “ช่วยเรียบเรียงเอกสารอบรมความปลอดภัยสำหรับพนักงานคนไทย ครอบคลุมสามหัวข้อคือการตรวจก่อนเริ่มงาน อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และขั้นตอนการรายงาน ความยาวประมาณสองหน้า A4” ก็จะได้ต้นฉบับที่มีทั้งหัวข้อและเนื้อความกลับมา

สิ่งสำคัญตรงนี้คือ เป้าหมายไม่ใช่การเอาต้นฉบับที่สร้างขึ้นมาใช้ทั้งฉบับโดยไม่แก้ไข เวลาที่กินมากที่สุดในการทำเอกสารคือช่วงที่นั่งคิดโครงสร้างอยู่หน้ากระดาษเปล่า จนกระทั่งเขียนย่อหน้าแรกออกมาได้ เราให้เครื่องรับภาระส่วนนั้นไป แล้วคนไปทุ่มสมาธิกับความถูกต้องของเนื้อหาและการใส่บริบทเฉพาะของบริษัทตัวเอง นี่คือวิธีใช้ที่ทำได้จริงที่สุด

จับประเด็นสำคัญก่อนจะลงมืออ่านเอกสารยาว

เมื่อเปิดเอกสารที่มีอยู่แล้วและสั่งให้สรุป Copilot จะย่อประเด็นหลักและประเด็นที่ต้องพิจารณาของทั้งฉบับให้สั้นลง เอกสารที่เข้าข่ายคือเอกสารที่แต่เดิมต้องอ่านให้จบทั้งเล่มก่อนจึงจะตัดสินใจได้ว่าควรอ่านหรือไม่ เช่น เอกสารนโยบาย 30 หน้าที่ส่งมาจากบริษัทแม่ ร่างสัญญาที่คู่ค้าส่งเข้ามา หรือรายงานของสมาคมอุตสาหกรรม

บทสรุปเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่การตัดสินใจในตัวมันเอง เอกสารที่ความต่างของคำเพียงคำเดียวมีผล เช่น สัญญา ขอให้ใช้วิธีสรุปเพื่อจับทิศทางก่อน แล้วย้อนกลับไปอ่านต้นฉบับตรงจุดนั้นทุกครั้ง

ใช้เป็นฉบับแปลตั้งต้นในสภาพแวดล้อมหลายภาษา

ในฐานประเทศไทยที่ภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ และไทยปะปนกัน งานแปลกินสัดส่วนไม่น้อย ทั้งการกระจายประกาศภายในที่เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นออกไปเป็นฉบับภาษาอังกฤษและภาษาไทย หรือการที่พนักงานชาวญี่ปุ่นที่มาประจำการในไทยต้องเข้าใจเนื้อหาของหนังสือราชการที่ส่งมาเป็นภาษาไทย

การส่งผลแปลออกไปนอกองค์กรโดยไม่ตรวจแก้เป็นเรื่องที่ควรเลี่ยง แต่สำหรับการกระจายภายในรอบแรกหรือการทำความเข้าใจเนื้อหา คุณภาพอยู่ในระดับใช้งานได้จริงแล้ว การที่เอกสารซึ่งแต่ก่อนต้องรอให้ผู้รับผิดชอบงานแปลว่าง เริ่มส่งต่อกันได้ภายในวันเดียว เปลี่ยนจังหวะของงานมากกว่าที่คิด

การใช้ Copilot ใน Excel อยู่ที่การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยภาษาธรรมชาติ

ถัดมาคือ Excel สำหรับฝ่ายบริหารจัดการของโรงงาน Excel คือเครื่องมือหลักโดยพฤตินัย การลดเวลาตรงนี้จึงกลายเป็นกำลังสำรองของทั้งแผนกโดยตรง

สั่งสรุปและวิเคราะห์ได้โดยไม่ต้องเขียนสูตร

เมื่อเลือกช่วงตารางไว้แล้วสั่งด้วยภาษาธรรมชาติ Copilot จะรวมยอด เรียงลำดับ คัดกรองตามเงื่อนไข และวิเคราะห์แนวโน้มอย่างง่ายให้ได้ คำสั่งอย่าง “ช่วยสรุปรายการคำสั่งซื้อนี้แยกตามลูกค้าและแยกตามเดือน แล้วดึงลูกค้าที่ยอดลดลงเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนออกมา” ใช้ได้ผลโดยไม่ต้องแตะฟังก์ชันหรือ PivotTable

ที่ผ่านมา คนที่ทำงานแบบนี้ได้มีเพียงพนักงานไม่กี่คนในแผนกที่เก่ง Excel งานจึงกระจุกอยู่ที่คนคนนั้น และพอเขาลาหยุด งานสรุปก็หยุดตาม คุณค่าสูงสุดของการใช้ Copilot ใน Excel จึงไม่ใช่การย่นเวลาโดยตรง แต่คือการคลายภาวะที่งานผูกติดกับตัวบุคคล

โยนงานทำความสะอาดข้อมูลให้ Copilot

ข้อมูลที่ส่งขึ้นมาจากหน้างานมักไม่เรียบร้อย ทั้งรหัสสินค้าที่ปนกันระหว่างอักขระแบบเต็มความกว้าง (full-width) กับอักขระแบบครึ่งความกว้าง (half-width) ซึ่งเป็นผลจากการพิมพ์ด้วยคีย์บอร์ดภาษาญี่ปุ่น ชื่อลูกค้าที่สะกดไม่ตรงกัน หรือคอลัมน์ที่แยกไม่ออกว่าเป็นวันที่หรือข้อความ งานเตรียมข้อมูลแบบนี้กินเวลาเกือบทั้งหมดของงานวิเคราะห์ ทั้งที่มองเห็นเป็นผลงานได้ยาก

Copilot จัดการงานจัดรูปแบบเหล่านี้ได้ด้วยคำสั่งภาษาธรรมชาติ คำสั่งอย่าง “ช่วยแปลงรหัสสินค้าในคอลัมน์ A ให้เป็นอักขระแบบครึ่งความกว้าง (half-width) ทั้งหมด แล้วตัดช่องว่างท้ายข้อความออก” เสร็จเร็วกว่าเวลาที่ใช้นึกว่าขั้นตอนการแทนที่ข้อความทำอย่างไรเสียอีก

ความถูกต้องของตัวเลข ต้องให้คนเป็นผู้รับประกัน

ในอีกด้านหนึ่งก็มีข้อควรระวัง งานที่ความถูกต้องของตัวเลขสำคัญเป็นอันดับแรก เช่น การคำนวณต้นทุนหรือการประเมินมูลค่าสินค้าคงคลัง ขอให้เลี่ยงการยกให้ Copilot ทำทั้งก้อน เพราะ Generative AI เป็นกลไกที่คืนผลลัพธ์ที่ “ดูสมเหตุสมผล” ไม่ใช่กลไกที่รับประกันความถูกต้องของการคำนวณ

การแบ่งงานที่ทำได้จริงคือ ยกการคำนวณให้ระบบเดิมหรือสูตรที่ผ่านการตรวจสอบแล้วรับผิดชอบ ส่วน Copilot ให้ทำหน้าที่อธิบายแนวโน้มของผลสรุปและร่างข้อความรายงาน เรื่องการทำงาน Excel ให้เป็นอัตโนมัติโดยไม่ผูกกับเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งเป็นอีกหัวข้อหนึ่ง แต่ถ้าพูดเฉพาะ Copilot การขีดเส้นแบ่งแบบนี้คือแนวที่ปลอดภัย

Copilot Teams บันทึกการประชุม ช่วยลบงานหลังประชุม

ประตูบานที่สามคือ Teams ถ้ามองจากมุมของการลดงานที่เกิดขึ้นก่อนและหลังการประชุม แทนที่จะมองที่การประชุมเอง จะเข้าใจผลลัพธ์ได้ง่ายขึ้น

ดึงบันทึกการประชุมและมติที่ประชุมออกมาจากไฟล์บันทึกโดยอัตโนมัติ

เมื่อบันทึกภาพและถอดเสียงการประชุม Teams ไว้แล้วเรียกใช้ Copilot ระบบจะดึงบทสรุปเนื้อหาการประชุม มติที่ประชุม ประเด็นที่ยังค้าง และงานที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบออกมาให้โดยอัตโนมัติ ทำให้คนที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมสามารถไล่ตามเฉพาะประเด็นสำคัญได้ และการประชุมก็เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องตั้งคนจดบันทึก

ในกรณีศึกษาที่ผู้ให้บริการในญี่ปุ่นเผยแพร่ มีบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งที่การทำบันทึกการประชุมภาษาอังกฤษเคยใช้เวลาหลายวัน ย่นลงมาเหลือเพียงได้บันทึกที่เป็นรูปเป็นร่างทันทีหลังจบประชุม สำหรับการประชุมในฐานประเทศไทยที่ภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ และไทยปะปนกัน ผลตรงนี้จะยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก

Nippon Steel มีการใช้ AI Notes ราว 20,000 ครั้งในหนึ่งเดือนหลังขยายผล

กรณีของ Nippon Steel ช่วยให้เห็นภาพขนาดของการใช้งานได้ดี ตามกรณีศึกษาลูกค้าที่ Microsoft เผยแพร่ ในช่วงหนึ่งเดือนหลังจากบริษัทขยายการใช้งานทั่วทั้งองค์กรเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 มีการใช้ AI Notes ของการประชุม Teams สูงถึงราว 20,000 ครั้ง และในช่วงเวลาเดียวกัน มีการส่งพรอมต์เข้า Copilot Chat ซึ่งใช้สำหรับค้นหาไฟล์และงานลักษณะเดียวกัน มากกว่า 50,000 ครั้ง

นั่นแปลว่างานจัดการหลังประชุม ซึ่งแต่ไหนแต่ไรไม่เคยมีใครนับเป็นงานอย่างเป็นทางการ แท้จริงแล้วเกิดขึ้นทั่วทั้งบริษัทมากถึงขนาดนี้ ต่อให้ลดได้แค่ครั้งละ 15 นาที เมื่อคิดเป็นรายเดือนก็กลายเป็นเวลาก้อนใหญ่

หากต้องการเปรียบเทียบ AI ทำบันทึกการประชุมข้ามเครื่องมือ

อนึ่ง การทำบันทึกการประชุมอัตโนมัติเป็นพื้นที่ที่มีเครื่องมือเฉพาะทางอยู่จำนวนมากนอกเหนือจาก Copilot หากมีเงื่อนไข เช่น ใช้เครื่องมือประชุมอื่นควบคู่กับ Teams หรือให้ความสำคัญกับความแม่นยำของการถอดเสียงและการแยกเสียงผู้พูด ขอแนะนำให้ดู บทความที่เปรียบเทียบ AI ทำบันทึกการประชุมอัตโนมัติข้ามเครื่องมือ ประกอบ ในบทความนี้เราวาง Teams Copilot ไว้ในฐานะทางเลือกสำหรับองค์กรที่ใช้ Microsoft 365 อยู่แล้วและต้องการจบงานภายในระบบเดิม

การใช้งาน Outlook อยู่ที่การสรุปอีเมลยาวและร่างข้อความตอบกลับ

ประตูบานที่สี่คือ Outlook แม้ผลลัพธ์จะดูไม่หวือหวา แต่ก็เป็นพื้นที่ที่มีจำนวนคนเกี่ยวข้องมากที่สุด

สรุปเธรดที่สะสมมายาวเหยียด

เมื่อเปิดเธรดอีเมลที่ต่อกันมายาวแล้วสั่งให้สรุป Copilot จะย่อความเป็นมา ประเด็นในปัจจุบัน และเรื่องที่ยังค้างการตัดสินใจให้สั้นลง วิธีนี้ได้ผลดีในสถานการณ์อย่างการกลับจากวันหยุดยาวแล้วพบอีเมลที่ยังไม่ได้อ่านหลายร้อยฉบับ หรือการรับช่วงงานต่อจากคนอื่นกลางทางโดยไม่รู้ความเป็นมา

ในกรณีของ Nippon Steel ช่วงหนึ่งเดือนหลังขยายผล มีการใช้งานสรุปเธรดอีเมลราว 4,500 ครั้ง ซึ่งเป็นปริมาณรองจาก AI Notes ของการประชุม สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการอีเมลกินสัดส่วนมากเพียงใดในงานประจำวัน

ให้ Copilot ร่างข้อความตอบกลับและบันทึกลงปฏิทิน

การให้ Copilot ร่างข้อความตอบกลับอีเมลที่ได้รับก็อยู่ในระดับใช้งานได้จริงแล้ว สั่งว่า “ช่วยร่างข้อความแจ้งว่าขอปรับตารางนัดหมายใหม่ เป็นภาษาอังกฤษ โทนสุภาพ” ก็จะได้ร่างตั้งต้นกลับมา ขอให้ปฏิบัติกับผลลัพธ์ในฐานะร่าง ไม่ใช่งานสำเร็จรูป และกำหนดให้คนอ่านทวนก่อนกดส่งทุกครั้ง

นอกจากนี้ การนำวันเวลาที่ปรากฏในเนื้อความอีเมลไปลงเป็นนัดหมายในปฏิทิน ก็สั่งครั้งเดียวจบเช่นกัน ฟังดูเป็นฟังก์ชันเล็ก ๆ แต่การลดความยุ่งยากเล็ก ๆ เหล่านี้สะสมกันไป คือสิ่งที่เปลี่ยน Copilot ให้กลายเป็นเครื่องมือที่พนักงานเปิดทุกวัน

การใช้งาน Copilot ในองค์กร | คู่มือปฏิบัติ Word Excel Teams - figure 2

จุดเด่นของการใช้งาน Copilot ที่มีเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิต

ที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นเรื่องงานสำนักงานที่เหมือนกันทุกอุตสาหกรรม จากนี้ไปเราจะเจาะลงไปที่วิธีใช้ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของภาคการผลิต

กระบวนการขยายผลแบบเป็นขั้นเป็นตอนของ Nippon Steel

Nippon Steel เริ่มพิจารณา Copilot เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024 และในเดือนเมษายนปีเดียวกันก็เริ่มนำร่องด้วย 300 ที่นั่งเป็นเวลาสี่เดือน จากผลที่ได้ บริษัทขยายเป็น 4,400 ที่นั่งในรอบต่ออายุไลเซนส์เดือนมกราคม 2025 พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกแผนกซึ่งมีมากกว่า 100 แผนกได้ใช้ Copilot จากนั้นจึงขยายไปถึง 11,000 ที่นั่งทั้งกลุ่มบริษัท

จุดที่น่าสนใจคือบริษัทไม่ได้แจกทั่วทั้งองค์กรตั้งแต่แรก แต่ทดลองด้วย 300 ที่นั่งเป็นเวลาสี่เดือน แล้วจึงเดินหน้าขยายผลโดยมีวิธีใช้ที่เป็นรูปธรรมติดมือไปด้วย ลำดับแบบนี้คือปัจจัยชี้ขาดในการหลีกเลี่ยงปัญหา “แจกแล้วจบ” ที่จะกล่าวถึงต่อไป

ใช้ช่วยเขียนโปรแกรมเพื่อรับมือปัญหาเครื่องจักร

สิ่งที่น่าสนใจในกรณีของบริษัทนี้คือ ผู้ที่อยู่ตรงศูนย์กลางของการใช้งานเป็นกลุ่ม citizen data scientist และสมาชิกของชุมชนทดสอบ Azure OpenAI Service นอกจากงานเอกสารฝ่ายสำนักงานแล้ว Copilot ยังถูกใช้ช่วยพัฒนาโปรแกรมวิเคราะห์ภาพเพื่อรับมือกับปัญหาของเครื่องจักรอีกด้วย

ในหน้างานผลิต ความต้องการวิเคราะห์เล็ก ๆ ที่ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปรองรับไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา เช่น อยากตัดช่วงคลื่นการสั่นสะเทือนของเครื่องจักรบางตัวออกมา หรืออยากวัดเฉพาะพื้นที่ของรอยตำหนิจากภาพตรวจสอบ ความต้องการเหล่านี้เล็กเกินกว่าจะจ้างภายนอก แต่วิศวกรหน้างานก็ไม่มีเวลาว่างพอจะมานั่งเขียนโปรแกรมเอง Copilot ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือที่เข้ามาอุดช่องว่างตรงนี้

งานเทียบความต่างของสเปก งานที่ดูเรียบง่ายแต่หนักจริง

อีกเรื่องหนึ่งที่บริษัทยกมาคือการเปรียบเทียบความต่างของเอกสารข้อกำหนด ทั้งสเปกก่อนและหลังการแก้ไข มาตรฐานของบริษัทเทียบกับข้อกำหนดที่ลูกค้าร้องขอ หรือฉบับภาษาญี่ปุ่นเทียบกับฉบับภาษาอังกฤษ ในอุตสาหกรรมการผลิต งานเอาเอกสารที่คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันมาวางเทียบเพื่อหาจุดต่าง เกิดขึ้นบ่อยมาก

งานลักษณะนี้ต้องใช้สมาธิสูง แต่กลับไม่ค่อยถูกมองว่าเป็นมูลค่าเพิ่ม แถมถ้าพลาดไปแล้วต้นทุนการย้อนกลับไปแก้ก็สูง หากแบ่งงานให้ Copilot เทียบรอบแรก แล้วให้คนตรวจยืนยันเฉพาะจุดที่ถูกชี้ ก็จะลดได้ทั้งภาระและโอกาสหลุดรอด

บริษัทระบุว่าจากความพยายามทั้งหมดนี้ คาดว่าจะประหยัดเวลาทำงานได้ในระดับหลายหมื่นชั่วโมงต่อปี

การใช้งาน Copilot ในองค์กร | คู่มือปฏิบัติ Word Excel Teams - figure 3

ทำไมแจกไปแล้วถึงไม่มีใครใช้

ถึงตรงนี้ขอย้อนกลับไปที่เรื่องช่องว่างในตอนต้น สาเหตุไม่ได้อยู่ที่แรงจูงใจของพนักงาน แต่อยู่ที่โครงสร้างหลายอย่าง

ไม่มีการระบุงานที่จะนำไปใช้ให้ชัดเจน

นี่คือสาเหตุที่ใหญ่ที่สุด พนักงานที่ได้รับแค่ไลเซนส์พร้อมประโยคว่า “สะดวกดี ลองใช้ดูสิ” ต้องค้นหาด้วยตัวเองว่าจะแทรก Copilot เข้าไปในงานของตัวเองตรงจุดไหน ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วเป็นงานที่ยากพอสมควร

สิ่งที่ได้ผลคือการระบุงานที่เป็นรูปธรรมสามถึงสี่งานต่อหนึ่งแผนก พร้อมตัวอย่างประโยคคำสั่ง ถ้าเป็นฝ่ายประกันคุณภาพ ก็ลงรายละเอียดถึงระดับ “แปลรายงานข้อร้องเรียนเป็นภาษาอังกฤษ” “ร่างรายงานการดำเนินการแก้ไข” “สรุปบันทึกการตรวจประเมิน” อัตราการใช้งานครั้งแรกจะต่างกันมาก ระหว่างการแนะนำวิธีใช้แบบนามธรรม กับการมีประโยคคำสั่งที่พรุ่งนี้วางแล้วใช้ได้เลย

ยังไปไม่ถึงประสบการณ์สำเร็จครั้งแรก

Generative AI ให้ผลลัพธ์ที่คุณภาพต่างกันมากตามวิธีการสั่งงาน ถ้าครั้งแรกสั่งอย่างคลุมเครือแล้วได้คำตอบที่ผิดคาด การทดลองก็จะหยุดอยู่ตรงนั้น ความเห็นที่ว่า “ลองใช้แล้ว ไม่เห็นจะเก่งอย่างที่ว่า” ส่วนใหญ่มีต้นตอมาจากวิธีสั่งงาน ไม่ใช่ตัวเครื่องมือ

แม้จะเป็นการอบรมสั้น ๆ เพียงแค่วางคำสั่งที่ดีกับคำสั่งที่ไม่ดีเทียบกันให้ดู ความรู้สึกของผู้เรียนก็เปลี่ยนแล้ว ขอให้วางเป้าหมายของการอบรมไว้ที่การสร้างประสบการณ์สำเร็จครั้งแรก ไม่ใช่การอธิบายฟังก์ชันให้ครบทุกตัว

ไม่ได้ดูสถานะการใช้งาน

องค์กรจำนวนมากที่แจกแล้วจบ ไม่รู้ว่าใครใช้มากน้อยแค่ไหน เมื่อมองไม่เห็นสถานะการใช้งาน ก็ไม่สามารถขยายวิธีใช้ของแผนกที่กำลังไปได้ดีไปยังแผนกอื่น และไม่สามารถเข้าไปแก้ที่แผนกซึ่งหยุดนิ่งได้เช่นกัน

สถิติการใช้งานตรวจสอบได้จากรายงานสำหรับผู้ดูแลระบบ ถ้าดูเป็นรายแผนกแทนที่จะดูค่าเฉลี่ยทั้งบริษัท มักจะพบความแตกต่างที่กว้างมาก และความแตกต่างนั้นเองที่บอกเราว่าขั้นต่อไปควรทำอะไร

หากต้องการวางมาตรการผลักดันการใช้งานต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ

ทั้งสามข้อนี้ล้วนเป็นโจทย์ของการทำให้เกิดการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัญหาร่วมของเครื่องมือ Generative AI ทุกตัว หากต้องการวางมาตรการอย่างเป็นระบบ ทั้งการออกแบบการอบรม การกำหนดผู้รับผิดชอบผลักดัน และการกำหนดตัวชี้วัดสำหรับประเมินผล เราได้อธิบายไว้อย่างละเอียดใน บทความที่เรียบเรียงเรื่องการสนับสนุนให้การใช้ AI เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในองค์กร ส่วนบทความนี้จะเดินหน้าต่อโดยจำกัดอยู่ที่ประเด็นเฉพาะของ Copilot

ประเด็นที่ต้องพิจารณาเมื่อขยายการใช้ Copilot ในฐานประเทศไทย

หากยกวิธีดำเนินการของบริษัทแม่ในญี่ปุ่นมาใช้ตรง ๆ ฐานในประเทศไทยอาจชนกำแพงที่ไม่ได้คาดคิด เราขอยกประเด็นเชิงปฏิบัติที่ควรจับไว้สามข้อ

จะวางตำแหน่งการใช้งานภาษาไทยไว้อย่างไร

Copilot รองรับการสั่งงานและการแสดงผลเป็นภาษาไทย แต่คุณภาพของผลลัพธ์ยังมีช่องว่างเมื่อเทียบกับภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ ระดับที่พนักงานคนไทยจะพึ่งพาได้ในงานประจำวันจึงเปลี่ยนไปตามลักษณะของงาน

แนวปฏิบัติที่ใช้ได้จริงคือ ใช้ภาษาไทยสำหรับร่างและบทสรุปที่ใช้ภายในองค์กร ส่วนเอกสารที่ออกไปภายนอกให้สร้างเป็นภาษาอังกฤษแล้วให้คนตรวจทาน การขีดเส้นแบ่งแบบนี้ได้ผลดี นอกจากนี้ ในการกระจายเอกสารที่พนักงานชาวญี่ปุ่นซึ่งมาประจำการเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นออกไปเป็นภาษาไทย ก็ให้ผลสูงในฐานะสะพานเชื่อมระหว่างภาษา สิ่งสำคัญไม่ใช่การสรุปว่า “ภาษาไทยใช้ไม่ได้” หรือ “จบได้ด้วยภาษาไทยล้วน” แต่คือการขีดเส้นแยกตามวัตถุประสงค์การใช้งาน

วิธีคิดเรื่องการเลือกแพ็กเกจและค่าใช้จ่าย

เว็บไซต์ทางการของ Microsoft สำหรับประเทศไทยแสดงราคาของ Copilot ในรูปแบบส่วนเสริม (add-on) ที่เพิ่มเข้าไปกับไลเซนส์ Microsoft 365 ที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นรูปแบบที่เป็นแกนกลางของการใช้งานในองค์กร

จุดที่ต้องระวังคือ แม้จะเรียกรวม ๆ ว่าสำหรับองค์กร แต่เงื่อนไขของแบบสำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก กับแบบสำหรับองค์กรขนาดใหญ่นั้นต่างกัน ส่วนเสริม Copilot Business สำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก มีการประกาศส่วนลดพิเศษในช่วงเวลาจำกัดตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน 2026 ไว้บนเว็บไซต์เดียวกัน โดยในช่วงนี้ราคาอยู่ที่ 18 ดอลลาร์สหรัฐต่อผู้ใช้หนึ่งรายต่อเดือนสำหรับสัญญารายปี จากราคาปกติ 21 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ส่วนเสริม Copilot Enterprise สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ซึ่งไม่จำกัดจำนวนที่นั่ง อยู่ที่ 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อผู้ใช้หนึ่งรายต่อเดือนสำหรับสัญญารายปี และไม่อยู่ในข่ายส่วนลดช่วงเวลาจำกัดนี้ ทั้งสองแบบ หากเปลี่ยนไปชำระเป็นรายเดือน ราคาต่อหน่วยจะสูงขึ้น

พูดอีกอย่างคือ หากคาดว่าจะขยายผลในระดับหลายพันที่นั่งอย่างกรณีของ Nippon Steel ราคาที่ต้องใช้อ้างอิงไม่ใช่ราคาส่วนลดสำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก แต่คือราคาต่อหน่วยสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ หากใกล้ถึงรอบต่อสัญญาหรือรอบทบทวนจำนวนที่นั่ง ขอให้ตัดสินใจว่าจะตั้งต้นจากส่วนเสริมแบบใด และจะประเมินราคาบนฐานการชำระรายปีหรือรายเดือน ก่อนที่จะไปดูตัวเลขค่าใช้จ่าย

สำหรับการตัดสินใจในขั้นนำระบบเข้ามาใช้ ทั้งการเปรียบเทียบแพ็กเกจ การประมาณจำนวนที่นั่งที่ต้องใช้ และการออกแบบสิทธิ์การเข้าถึง เราได้อธิบายไว้อย่างละเอียดใน บทความสรุปค่าใช้จ่ายและการออกแบบสิทธิ์ของ Microsoft Copilot

ความปลอดภัยและการจัดการข้อมูล

ประเด็นเฉพาะของฐานในประเทศไทยคือการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการออกแบบขอบเขตการแบ่งปันข้อมูลกับบริษัทแม่ในญี่ปุ่น เนื่องจาก Copilot สร้างคำตอบโดยอ้างอิงข้อมูลภายใน tenant ของบริษัทเอง การออกแบบสิทธิ์ที่มีอยู่เดิมว่าใครเข้าถึงไฟล์ใดได้บ้าง จึงสะท้อนออกมาในคำตอบโดยตรง

นั่นแปลว่า หากแจก Copilot ให้ทั้งบริษัทโดยที่การออกแบบสิทธิ์ยังหลวมอยู่ ไฟล์ที่แต่เดิมแทบไม่มีใครมองเห็นจะกลายเป็นมองเห็นได้ผ่านการค้นหา หากยังไม่เคยตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงตอนนำระบบเข้ามาใช้ ขอให้ตรวจสอบเสียหนึ่งรอบก่อนขยายการใช้งาน นี่ไม่ใช่ปัญหาของเทคโนโลยี แต่เป็นปัญหาของกติกาในการใช้งาน

อีกเรื่องที่มักมีคำถามจากภายในองค์กรคือที่ตั้งของข้อมูล สิ่งที่ Copilot อ้างอิงคือข้อมูลภายใน tenant ของ Microsoft 365 ของบริษัทเอง ส่วนข้อมูลนั้นถูกจัดเก็บอยู่ในภูมิภาคใด และการประมวลผลเกิดขึ้นที่ไหน ขึ้นอยู่กับการตั้งค่า tenant และเงื่อนไขสัญญา หากถูกร้องขอให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย หรือนโยบายการจัดการข้อมูลที่บริษัทแม่ในญี่ปุ่นกำหนด ขอให้ตรวจสอบที่จัดเก็บข้อมูลของ tenant ตัวเองก่อนขยายขอบเขตการใช้งาน แล้วเตรียมไว้เป็นข้อมูลสำหรับอธิบายภายในองค์กร เรื่องจะเดินได้เร็วขึ้นมาก

ภาพรวมของการเริ่มต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานด้วย Generative AI

เราขอเรียบเรียงลำดับของการทำให้เกิดการใช้งานจริง โดยตั้งต้นจากสภาพที่มีไลเซนส์อยู่แล้ว กระบวนการขยายผลของ Nippon Steel เองก็เดินตามลำดับนี้เช่นกัน

เริ่มทดลองจากงานเล็ก ๆ

สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่การขยายทั่วทั้งบริษัท แต่คือการจำกัดขอบเขต เลือกหนึ่งหรือสองแผนก และภายในแผนกนั้นเลือกงานที่มีความถี่สูงและมีรูปแบบตายตัวสักสามงาน ในระดับที่เจาะจงประมาณรายงานข้อร้องเรียนของฝ่ายประกันคุณภาพ ตารางเปรียบเทียบใบเสนอราคาของฝ่ายจัดซื้อ หรือการกระจายประกาศภายในหลายภาษาของฝ่ายธุรการ

กำหนดช่วงเวลาไว้ราวหนึ่งถึงสามเดือน แล้วบันทึกไว้ว่าในช่วงนั้นอะไรถูกย่นลงไปเท่าไร บันทึกผลลัพธ์เหล่านี้จะกลายเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจสำหรับผลักดันการขยายผลรอบถัดไปให้ผ่านการอนุมัติ

เพิ่มจำนวนคนที่ใช้เป็น

เมื่อการทดลองทำให้พบวิธีใช้ที่ได้ผลแล้ว ให้แปลงวิธีนั้นออกมาเป็นประโยคคำสั่ง แล้วขยายไปยังแผนกอื่น สิ่งที่ได้ผลตรงนี้คือการวางคนที่ตอบคำถามเรื่องวิธีใช้ได้ไว้แผนกละหนึ่งคน ข้อสงสัยเล็ก ๆ ที่ไม่ถึงขั้นต้องสอบถามฝ่ายไอที จะได้รับการคลี่คลายทันทีหรือไม่ คือสิ่งที่กำหนดอัตราการใช้งานต่อเนื่อง

ขยายผลออกไป

เมื่อเกิดการใช้งานอย่างต่อเนื่องและแสดงผลลัพธ์เป็นตัวเลขได้แล้ว จึงค่อยเดินหน้าขยายจำนวนที่นั่ง หากสลับลำดับนี้ ค่าใช้จ่ายจะโผล่ขึ้นมาก่อน แล้วรอบต่ออายุก็จะมาถึงโดยที่ยังไม่เห็นผลลัพธ์ การที่ Nippon Steel เดินจากการนำร่อง 300 ที่นั่ง ไปสู่ 4,400 ที่นั่ง และขยายต่อไปถึง 11,000 ที่นั่ง อ่านได้ว่าเป็นตัวอย่างของการรักษาลำดับนี้ไว้

เช็กลิสต์ว่า Copilot ของบริษัทคุณกลายเป็นแค่ของแจกไปแล้วหรือยัง

ต่อไปนี้คือรายการสำหรับตรวจสอบสถานะปัจจุบัน ยิ่งมีข้อที่ไม่เข้าข่ายมากเท่าไร ก็ยิ่งมีช่องให้ปรับปรุงการออกแบบการใช้งานมากเท่านั้น

  • มีการระบุงานที่เป็นรูปธรรมที่จะทำด้วย Copilot ไว้แผนกละสามงานขึ้นไป พร้อมตัวอย่างประโยคคำสั่ง
  • มองเห็นสถานะการใช้งานของทั้งบริษัทในระดับรายแผนกได้
  • บอกเป็นตัวเลขได้ว่าสัดส่วนพนักงานที่เปิด Copilot อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งคือเท่าไร
  • มีการอบรมหรือคู่มือว่าด้วยวิธีสั่งงาน แม้จะเป็นแบบสั้น ๆ ก็ตาม
  • มีผู้รับผิดชอบที่ตอบคำถามเรื่องวิธีใช้ได้ประจำอยู่ทุกแผนก
  • มีการบันทึกเวลาที่ลดลงได้จาก Copilot ไว้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
  • มีการตรวจสอบการออกแบบสิทธิ์การเข้าถึงทั้งก่อนและหลังการขยายผล Copilot
  • มีนโยบายชัดเจนว่าจะใช้ Copilot กับภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือภาษาญี่ปุ่นในงานแบบใด
  • มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจอยู่ในมือสำหรับกำหนดจำนวนที่นั่งในรอบต่ออายุไลเซนส์ครั้งถัดไป

หากตอบว่าไม่ใช่เกินครึ่ง การลงทุนกับการออกแบบการใช้งานของไลเซนส์ที่แจกไปแล้ว จะให้ผลตอบแทนต่อการลงทุนสูงกว่าการซื้อไลเซนส์เพิ่ม

คำถามที่พบบ่อย

Copilot แค่ซื้อมาแล้วจะไม่มีใครใช้จริงหรือ

จริงตามนั้น ในการประกาศของ Microsoft เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2026 จำนวนที่นั่งแบบเสียค่าใช้จ่ายทะลุ 20 ล้าน ขณะที่ผลสำรวจจากหน่วยงานอิสระรายงานว่ามีเพียงราวหนึ่งในห้าถึงเกือบหนึ่งในสามของไลเซนส์ที่ซื้อไปเท่านั้นที่มีการใช้งานจริงเป็นรายสัปดาห์ สาเหตุสรุปได้เป็นสามข้อ คือไม่มีการระบุงานที่จะนำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม ยังไปไม่ถึงประสบการณ์สำเร็จครั้งแรก และไม่ได้ติดตามสถานะการใช้งาน ขอให้คิดว่าการแจกไลเซนส์กับการออกแบบการใช้งานเป็นคนละกระบวนการกัน

ฟังก์ชัน Copilot Teams บันทึกการประชุม ลดเวลาทำงานได้มากแค่ไหน

ในแง่ปริมาณการใช้งานที่พอใช้อ้างอิงได้ Nippon Steel มีการใช้ AI Notes ของการประชุม Teams ราว 20,000 ครั้ง ในช่วงหนึ่งเดือนหลังการขยายผลทั่วทั้งองค์กรเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 และบริษัทระบุว่าจากความพยายามทั้งหมดคาดว่าจะประหยัดเวลาทำงานได้ในระดับหลายหมื่นชั่วโมงต่อปี ขนาดของการลดเวลาเปลี่ยนไปตามลักษณะของการประชุมและระดับความละเอียดที่ต้องการของบันทึก จึงขอแนะนำให้เริ่มจากการวัดเวลาจัดการหลังประชุมต่อหนึ่งครั้งของบริษัทตัวเองก่อน แล้วประมาณการว่าจะถูกแทนที่ได้กี่ส่วน

ค่าใช้จ่ายของ Copilot อยู่ที่ประมาณเท่าไร

เว็บไซต์ทางการของ Microsoft สำหรับประเทศไทยแสดงราคาส่วนเสริมสำหรับการใช้งานในองค์กรไว้สองแบบ ส่วนเสริม Copilot Business สำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก มีส่วนลดช่วงเวลาจำกัดตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน 2026 อยู่ที่ 18 ดอลลาร์สหรัฐต่อผู้ใช้หนึ่งรายต่อเดือนสำหรับสัญญารายปี จากราคาปกติ 21 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเสริม Copilot Enterprise สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ซึ่งไม่จำกัดจำนวนที่นั่ง อยู่ที่ 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อผู้ใช้หนึ่งรายต่อเดือนสำหรับสัญญารายปี และไม่อยู่ในข่ายส่วนลดดังกล่าว เนื่องจากการชำระแบบรายเดือนจะทำให้ราคาต่อหน่วยสูงขึ้น ภาระที่เกิดขึ้นจริงจึงเปลี่ยนไปตามขนาดองค์กร วิธีชำระเงิน และช่วงเวลา วิธีเลือกแพ็กเกจและวิธีคิดเรื่องจำนวนที่นั่งที่ต้องใช้ เราอธิบายไว้อย่างละเอียดในบทความว่าด้วยการนำระบบเข้ามาใช้

พนักงานที่ไม่รู้เรื่องสูตร Excel ใช้ Copilot ใน Excel ได้หรือไม่

ใช้ได้ เพียงเลือกช่วงตารางไว้แล้วสั่งเป็นประโยคภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ระบบก็จะรวมยอด คัดกรอง เรียงลำดับ และวิเคราะห์แนวโน้มอย่างง่ายให้ ยิ่งไปกว่านั้น คุณค่าหลักของการใช้ Copilot ใน Excel คือการคลายสภาพที่งานสรุปข้อมูลไปกระจุกอยู่กับพนักงานไม่กี่คนที่เก่ง Excel อย่างไรก็ตาม งานที่ความถูกต้องของตัวเลขสำคัญเป็นอันดับแรกอย่างการคำนวณต้นทุน ควรยกให้สูตรที่ผ่านการตรวจสอบแล้วหรือระบบเดิมรับผิดชอบ แล้วให้ Copilot ทำหน้าที่เขียนคำอธิบายผลลัพธ์ การแบ่งงานแบบนี้ปลอดภัยกว่า

พนักงานคนไทยใช้ Copilot เป็นภาษาไทยได้หรือไม่

รองรับการสั่งงานและการแสดงผลเป็นภาษาไทย แต่คุณภาพของผลลัพธ์ยังมีช่องว่างเมื่อเทียบกับภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ การขีดเส้นแบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้งานจึงเป็นแนวปฏิบัติที่ทำได้จริงมากกว่า การแยกว่าบทสรุปและร่างที่ใช้ภายในองค์กรใช้ภาษาไทย ส่วนเอกสารที่ออกไปภายนอกให้สร้างเป็นภาษาอังกฤษแล้วให้คนตรวจทาน เป็นรูปแบบที่ทำงานได้ดี โดยเฉพาะการกระจายเอกสารภายในที่เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นออกไปเป็นภาษาไทย เป็นพื้นที่ที่เห็นผลชัดเจนเป็นพิเศษ

แจก Copilot ไปแล้ว ตอนนี้ยังกลับมาตั้งหลักใหม่ได้หรือไม่

ตั้งหลักใหม่ได้ ลำดับคือ เริ่มจากตรวจสอบสถานะการใช้งานเป็นรายแผนก แล้วรวบรวมวิธีใช้ที่เป็นรูปธรรมของแผนกที่ใช้งานอยู่ จากนั้นแปลงออกมาเป็นประโยคคำสั่งแล้วขยายไปยังแผนกที่ยังไม่ได้ใช้ การแจกกรณีตัวอย่างที่เกิดผลจริงภายในบริษัทเอง ทำให้คนขยับได้มากกว่าการจัดอบรมพร้อมกันทั้งบริษัท Nippon Steel เองก็สั่งสมวิธีใช้จากการนำร่อง 300 ที่นั่งก่อน แล้วจึงขยายไปเป็น 4,400 ที่นั่ง ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกันในเรื่องลำดับ

สรุป

ขอเรียบเรียงประเด็นสำคัญของบทความนี้อีกครั้ง

จำนวนที่นั่งแบบเสียค่าใช้จ่ายของ Copilot ทะลุ 20 ล้านตามการประกาศของ Microsoft เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2026 และลูกค้ารายใหญ่ที่ถือครองตั้งแต่ 50,000 ที่นั่งขึ้นไปเพิ่มขึ้น 4 เท่าจากปีก่อนหน้า การตัดสินใจซื้อกลายเป็นเรื่องทั่วไปไปแล้ว ในทางกลับกัน ผลสำรวจจากหน่วยงานอิสระก็รายงานว่ามีเพียงราวหนึ่งในห้าถึงเกือบหนึ่งในสามของไลเซนส์ที่ซื้อไปเท่านั้นที่มีการใช้งานจริงเป็นรายสัปดาห์ ระหว่างจำนวนที่แจกกับจำนวนที่ใช้จริงจึงมีช่องว่างอยู่

ช่องว่างนี้ไม่ได้เกิดจากความล้มเหลวของการนำระบบเข้ามาใช้ แต่เกิดจากการที่ไม่มีการออกแบบการใช้งานอยู่เลย ประตูสำหรับถมช่องว่างมีสี่บาน ได้แก่ การร่าง การสรุป และการแปลใน Word การรวมยอดและการทำความสะอาดข้อมูลด้วยภาษาธรรมชาติใน Excel การดึงบันทึกการประชุมและมติที่ประชุมใน Teams และการสรุปเธรดกับการร่างข้อความตอบกลับใน Outlook สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตยังมีวิธีใช้ที่ไม่จำกัดอยู่แค่งานสำนักงาน เช่น การช่วยเขียนโปรแกรมเพื่อรับมือปัญหาเครื่องจักร และการเปรียบเทียบความต่างของเอกสารข้อกำหนด

Nippon Steel เริ่มนำร่องด้วย 300 ที่นั่งในเดือนเมษายน 2024 ขยายเป็น 4,400 ที่นั่งในเดือนมกราคม 2025 และขยายต่อไปถึง 11,000 ที่นั่งทั้งกลุ่มบริษัทตามลำดับ ในช่วงหนึ่งเดือนหลังการขยายผล มีการบันทึกการใช้ AI Notes ของการประชุม Teams ราว 20,000 ครั้ง การสรุปเธรดอีเมลราว 4,500 ครั้ง และการส่งพรอมต์เข้า Copilot Chat ซึ่งเน้นการค้นหาไฟล์ภายในองค์กร มากกว่า 50,000 ครั้ง ลำดับที่ว่าทดลองเล็ก ๆ สั่งสมวิธีใช้ แล้วจึงขยาย คือสิ่งที่รองรับผลลัพธ์ชุดนี้ไว้

เมื่อจะขยายผลในฐานประเทศไทย ขอให้จับสามเรื่องนี้ไว้ก่อน คือการขีดเส้นแบ่งการใช้ภาษาไทย แพ็กเกจและค่าใช้จ่าย และการตรวจสอบการออกแบบสิทธิ์การเข้าถึง และก่อนจะซื้อไลเซนส์เพิ่ม เราขอแนะนำให้ตรวจสอบเป็นรายแผนกก่อนว่าไลเซนส์ที่แจกไปแล้วถูกใช้งานจริงหรือไม่

แจกไลเซนส์ Copilot ไปแล้วแต่หน้างานยังใช้ไม่คล่อง หรืออยากเรียบเรียงวิธีใช้ให้เข้ากับลักษณะงานเฉพาะของฐานในประเทศไทย อยู่ในขั้นกำลังพิจารณาแบบนี้ก็ปรึกษาได้ TOMAS TECH ให้คำปรึกษาตั้งแต่ขั้นช่วยพิจารณาว่าควรเริ่มลงมือจากงานไหนจึงจะเป็นไปได้จริง โดยยึดบริบทของหน้างานโรงงานญี่ปุ่นในประเทศไทยเป็นตัวตั้ง หากอยากลองฟังรายละเอียดก่อน ติดต่อเข้ามาที่ หน้าติดต่อเรา ได้ตามสะดวก

ข้อมูลอ้างอิง