การพัฒนาโปรแกรม PLC แบบจ้างภายนอก: 6 ข้อที่ต้องตกลงก่อนสั่งงาน และค่าใช้จ่าย 5 ชั้น
MELSEC-Q Universal Model QCPU ของ Mitsubishi Electric จะปิดรับออร์เดอร์ในวันที่ 30 กันยายน 2026 นับจากวันที่บทความนี้เผยแพร่ คือ 30 กรกฎาคม 2026 เหลือเวลาอีกราว 2 เดือน ส่วนบริการซ่อมยังเปิดถึง 31 ตุลาคม 2033 แต่ถ้าใช้ตัวเลขปีสุดท้ายนั้นเป็นเหตุผลในการเลื่อนเรื่องออกไป การตัดสินใจจะพลาด เพราะสิ่งที่กินเวลาจริงในงานเปลี่ยน PLC ใหม่ไม่ใช่การจัดหาฮาร์ดแวร์ แต่คือการย้ายโปรแกรมที่ไม่มีใครในโรงงานรู้เนื้อในแล้ว
บทความนี้เขียนให้วิศวกรฝ่ายซ่อมบำรุง วิศวกรการผลิต และผู้จัดการโรงงานในประเทศไทย ทั้งโรงงานญี่ปุ่นและโรงงานไทย ที่ต้องเป็นคนตัดสินใจว่าจะจ้างใครพัฒนาโปรแกรม PLC ออกแบบตู้คอนโทรล และปรับปรุงเครื่องจักรเก่า โดยจัดลำดับว่าต้องตกลงอะไร กับใคร และถึงระดับไหน
เส้นตาย 30 กันยายน 2026 ทำไมต้องคุยเรื่องนี้ตอนนี้
Mitsubishi Electric ประกาศยุติการผลิต MELSEC-Q Universal Model QCPU ผ่านเอกสาร Technical News FA-D-0418-A ครอบคลุมรุ่น Q03UDCPU ถึง Q26UDEHCPU รวม 14 รหัสรุ่น เหตุผลที่ระบุในประกาศคือชิ้นส่วนบางรายการที่ใช้ผลิตหาซื้อได้ยากขึ้น
| จุดเวลา | วันที่ | เหลือเวลาจากวันเผยแพร่ (30 ก.ค. 2026) |
|---|---|---|
| ปิดรับออร์เดอร์ | 30 กันยายน 2026 | ประมาณ 2 เดือน |
| ยุติการผลิต | 30 ตุลาคม 2026 | ประมาณ 3 เดือน |
| สิ้นสุดบริการซ่อม | 31 ตุลาคม 2033 | ประมาณ 7 ปี 3 เดือน |
บริการซ่อมเปิดต่ออีก 7 ปีหลังยุติการผลิต ถ้าดูแค่ตัวเลขก็เหมือนยังมีเวลาเหลือเฟือ และนั่นคือเหตุผลที่ประกาศแบบนี้มักถูกจัดเก็บเข้าแฟ้มด้วยคำว่า “ไว้ค่อยว่ากัน”
ทำไม “ซ่อมได้ถึงปี 2033” ถึงใช้เป็นเหตุผลให้นิ่งเฉยไม่ได้
บริการซ่อมหมายถึงยังมีช่องทางส่งยูนิตรหัสรุ่นเดิมที่เสียไปให้แก้ไข แต่ไม่ครอบคลุมความต้องการเชิงรุก เช่น อยากขยายจุดต่อ อยากเก็บอะไหล่สำรองเพิ่ม หรืออยากสร้างไลน์ที่สองด้วยคอนฟิกเดียวกัน ของใหม่จะสั่งได้ถึงวันปิดรับออร์เดอร์เท่านั้น
ที่หนักกว่านั้นคือ ถ้านับถอยหลังจากวันสิ้นสุดบริการซ่อม จุดเริ่มลงมือจะกลายเป็นปี 2032 แต่ในงานเปลี่ยน PLC ใหม่ สิ่งที่กินเวลาไม่ใช่การจัดหาฮาร์ดแวร์ กลับเป็นการย้ายโปรแกรมที่เดินอยู่ตอนนี้ขึ้น CPU ตัวใหม่ แล้วพิสูจน์ให้ได้ว่าเครื่องยังทำงานเหมือนเดิมทุกจังหวะ และตรงจุดนี้เองที่ปัญหา “ไม่มีซอร์ส” กับ “ไม่มีใครรู้เนื้อใน” จะแทงเข้ามาเต็ม ๆ
โรงงานในประเทศไทยยังมีเงื่อนไขเพิ่มอีกประการหนึ่ง ถ้าเป็นในญี่ปุ่น ช่างอาจเข้าหน้างานได้ในวันรุ่งขึ้น แต่ที่นี่ยังมีเรื่องการจัดคนเดินทาง การผ่านพิธีการศุลกากรของอะไหล่ และการจัดการวีซ่ากับที่พักของช่างต่างชาติมาคั่นกลาง สถานะ “ยังอยู่ในช่วงบริการซ่อม” เหมือนกัน แต่ชั่วโมงที่ไลน์หยุดไม่เท่ากัน ภาพรวมของการวางแผนงานอัตโนมัติทั้งโรงงาน รวมถึงการทยอยเปลี่ยนเครื่องจักร เราสรุปไว้ในแนวทางทำระบบอัตโนมัติในโรงงานที่ประเทศไทย
ฝั่ง Omron ก็เคลื่อนไปทางเดียวกัน
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดกับ Mitsubishi Electric เจ้าเดียว ทาง Omron เองซีรีส์ CS1 ก็ทยอยปิดตัว ส่วนซีรีส์ CJ2 มีการเลื่อนกำหนดยุติการผลิตของบางรุ่นออกไป
| รุ่น | กำหนดยุติการผลิตเดิม | หลังเลื่อน | เหลือเวลาจากวันเผยแพร่ |
|---|---|---|---|
| CJ2H-CPU6□-EIP | สิ้นเดือนมีนาคม 2025 | สิ้นเดือนมีนาคม 2027 | ประมาณ 8 เดือน |
| CJ2M-CPU3□ | สิ้นเดือนมีนาคม 2026 | สิ้นเดือนมีนาคม 2028 | ประมาณ 1 ปี 8 เดือน |
จุดที่คนอ่านผิดบ่อยคือ สำหรับ CJ2 นี่เป็นการเลื่อน ไม่ใช่การยกเลิกประกาศ วันสิ้นสุดยังอยู่ เพียงแต่ขยับออกไปสองปี โรงงานที่ได้ยินข่าวการเลื่อนแล้วเก็บแผนเปลี่ยนเครื่องกลับขึ้นหิ้ง พอหยิบมาคิดใหม่อีกที เวลาที่เหลือจะสั้นลงกว่าเดิม
สรุปคือ ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของ PLC รุ่นใดรุ่นหนึ่ง แต่เป็นช่วงที่อุปกรณ์ควบคุมซึ่งติดตั้งกันในยุค 2000 กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนรุ่นพร้อม ๆ กันแทบทั้งหมด
4 เส้นทางที่ทำให้โปรแกรม PLC ในโรงงานกลายเป็นกล่องดำ
กำแพงด่านแรกของงานเปลี่ยนเครื่องมักไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องข้อมูล คือประโยคที่ว่า “ไฟล์โปรแกรมที่เดินอยู่ตอนนี้ไม่ได้อยู่กับเรา” เส้นทางที่พาโรงงานมาถึงสภาพนี้สรุปได้เป็น 4 เส้นทาง
เส้นทาง (ก) สำนักงานใหญ่ที่ญี่ปุ่นส่งเครื่องมาทั้งชุด
บริษัทแม่ย้ายเครื่องที่เคยใช้ในโรงงานญี่ปุ่นมาที่นี่ หรือจัดซื้อจากญี่ปุ่นแล้วส่งมาติดตั้ง ทั้งแบบไฟฟ้าและไฟล์โปรเจกต์อยู่ฝั่งญี่ปุ่น ส่วนที่โรงงานมีแค่คู่มือฉบับกระดาษ พอสอบถามกลับไป แผนกที่เคยดูแลถูกยุบไปตามการปรับโครงสร้าง คำตอบที่ได้จึงหยุดอยู่ที่ “เดี๋ยวช่วยหาให้”
เส้นทาง (ข) ผู้ผลิตเครื่องหรือ SI ที่ติดตั้งไว้หายไปแล้ว
เวนเดอร์ที่ติดตั้งถอนตัวออกจากตลาด ปิดกิจการ หรือบริษัทยังอยู่แต่วิศวกรคนที่ทำงานนั้นลาออกไปแล้ว งานซอฟต์แวร์ควบคุมผูกกับตัวบุคคลสูงมาก คนเดียวหายไปก็แทบส่งต่องานไม่ได้ ขณะเดียวกันมีรายงานว่าภาคการผลิตของไทยกำลังเผชิญปัญหาหาวิศวกรที่มีประสบการณ์ได้ยากขึ้น จึงควรมองว่าเส้นทางนี้จะพบมากขึ้นในอนาคต
เส้นทาง (ค) ไฟล์โปรเจกต์ถูกล็อกด้วยรหัสผ่าน
มีการตั้งรหัสห้ามอ่านค่าออกมา หรือใส่การป้องกันเป็นรายบล็อกจนเปิดดูข้างในไม่ได้ ถ้าตอนส่งมอบไม่ได้รับคีย์ปลดล็อกไว้ด้วย โรงงานซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องตัวจริงจะเปิดดูเนื้อในทรัพย์สินตัวเองไม่ได้ กรณีแบบนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่คือการตกหล่นตอนทำข้อตกลงสั่งงาน
เส้นทาง (ง) แก้เครื่องมาหลายรอบจนไฟล์ล่าสุดไม่ตรงกับของจริง
รองรับการเพิ่มกำลังผลิต แก้ปัญหาคุณภาพ เพิ่มรุ่นสินค้า แก้กันหน้างานครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่ได้เอาเวอร์ชันที่แก้กลับขึ้นไฟล์เซิร์ฟเวอร์ ผลคือโปรแกรมที่อยู่ใน PLC ตัวจริงเท่านั้นที่ถูกต้อง ส่วนไฟล์ในมือเป็นของเก่าไปหลายรุ่น และมักรู้ตัวตอนดึงโปรแกรมออกจากเครื่องมาเทียบเพื่อเตรียมงานเปลี่ยน
สิ่งที่ทั้ง 4 เส้นทางมีร่วมกันคือ ตราบใดที่เครื่องยังเดินได้ ก็ไม่มีใครเดือดร้อน จะเดือดร้อนแค่ 3 จังหวะ คือตอนเปลี่ยนเครื่อง ตอนเครื่องเสีย และตอนต้องเพิ่มกำลังผลิต ด้วยเหตุนี้เรื่องจึงถูกปล่อยไว้หลายปี แล้วโผล่ขึ้นมาในจังหวะที่เหลือเวลาน้อยที่สุด
งาน “การพัฒนาโปรแกรม PLC” ที่สั่งจ้างกัน มี 3 ประเภท

คำขอที่ว่า “อยากจ้างเขียนโปรแกรม PLC” พอแยกเนื้อในออกมาจะพบว่าเป็นงานคนละธรรมชาติกัน 3 ประเภท และการเปิดประมูลเทียบราคาโดยเอาทั้งสามประเภทมาปนกัน คือต้นเหตุอันดับหนึ่งของข้อพิพาทในภายหลัง
ประเภทที่ 1 งานพัฒนาใหม่ (เครื่องใหม่ ไลน์ใหม่)
เริ่มประกอบขึ้นจากข้อกำหนดบนกระดาษ เมื่อรู้จำนวนจุด I/O ลำดับการทำงาน และข้อกำหนดด้านความปลอดภัยแล้ว การประเมินชั่วโมงงานทำได้ค่อนข้างตรง ในทางกลับกัน ถ้าสเปกยังไม่นิ่งแล้วให้เสนอราคาแบบเหมารวม สมมติฐานที่แต่ละเจ้าใช้ตั้งราคาจะต่างกันคนละทาง
ประเภทที่ 2 งานดัดแปลงและเพิ่มฟังก์ชัน
เป็นการเข้าไปแก้ระบบควบคุมลำดับเดิม จุดที่มักถูกมองข้ามคือ ก่อนจะเขียนได้ต้องใช้เวลาอ่านก่อน ต้องถอดรหัสโปรแกรมแลดเดอร์เดิมให้เข้าใจว่าแตะตรงไหนแล้วอะไรขยับ ซึ่งเวลาที่ใช้อ่านนั้นประเมินล่วงหน้าไม่ได้จนกว่าจะเปิดไฟล์ออกมาดู ยิ่งไม่มีคอมเมนต์ หรือมีคอมเมนต์เป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน หรือไม่มีหลักการตั้งชื่อ เวลาก็ยิ่งบาน ใบเสนอราคางานดัดแปลงที่เขียนว่า “ขอประเมินราคาอีกครั้งหลังสำรวจ” ส่วนใหญ่จึงไม่ใช่การเลี่ยงงาน แต่เป็นคำตอบที่ตรงไปตรงมา
ประเภทที่ 3 งานเปลี่ยน PLC ใหม่และปรับปรุงเครื่องจักรเก่า
เมื่อรุ่นของ CPU เปลี่ยน ต้องแปลงโปรแกรมด้วยเครื่องมือ แล้วตามแก้ส่วนที่แปลงไม่ผ่าน จากนั้นต้องทดสอบการทำงานทั้งหมดใหม่ทั้งชุด งานนี้เป็นคนละเรื่องกับประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 ต่อให้เครื่องมือแปลงย้ายคำสั่งได้เกือบทั้งหมด เวลาจะไปกระจุกอยู่ที่ส่วนซึ่งแปลงแล้วไม่ผ่าน ได้แก่ คำสั่งพิเศษ ความละเอียดของไทเมอร์ การอ้างอิงแบบ index และพารามิเตอร์ของยูนิตสื่อสาร และเนื่องจากการทดสอบซ้ำต้องหยุดไลน์ การประสานกับแผนการผลิตจึงกลายเป็นเส้นทางวิกฤต (critical path) ของทั้งโครงการ
| ประเภทของงานที่สั่งจ้าง | ลักษณะการตั้งราคา | ความเสี่ยงที่เป็นแก่นของงาน | เทียบราคาระหว่างผู้เสนอได้ง่ายแค่ไหน |
|---|---|---|---|
| ประเภทที่ 1 พัฒนาใหม่ | คิดชั่วโมงงานจากเอกสารสเปกได้ | ถ้าสเปกนิ่งช้า งานจะบาน | เทียบได้ค่อนข้างง่าย |
| ประเภทที่ 2 ดัดแปลง เพิ่มฟังก์ชัน | เวลาที่ใช้อ่านของเดิมประเมินล่วงหน้าไม่ได้ | ขึ้นกับสภาพของทรัพย์สินเดิม | ถ้าไม่ตั้งสมมติฐานให้ตรงกันก่อน จะเทียบไม่ได้เลย |
| ประเภทที่ 3 เปลี่ยน PLC ใหม่ | งาน 3 ส่วน คือ แปลง ตามแก้ส่วนต่าง และทดสอบซ้ำ | เวลาทดสอบและการจัดคิวหยุดไลน์ | ต่างกันได้เกินเท่าตัว ขึ้นกับนิยามขอบเขตการทดสอบ |
ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดเวลาเทียบราคาคือ เจ้า A เสนอแบบรวมการทดสอบซ้ำ (ประเภทที่ 3) ส่วนเจ้า B เสนอเฉพาะขอบเขตเทียบเท่าประเภทที่ 1 แล้วผู้ซื้อเอาเฉพาะตัวเลขมาวางเรียงกัน พอเลือกเจ้าที่ถูกกว่า ค่าทดสอบและค่าปรับจูนหน้างานก็ตามมาเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มทีหลัง แค่เขียนบรรทัดเดียวก่อนขอราคาว่างานของเราเป็นประเภทที่ 1 2 หรือ 3 ก็กันอุบัติเหตุนี้ได้เกือบหมดแล้ว
อ่านค่าใช้จ่ายโดยแบ่งเป็น 5 ชั้น
ใบเสนอราคางานออกแบบตู้คอนโทรล ประกอบตู้คอนโทรล และพัฒนาซอฟต์แวร์ PLC จะเทียบกันได้เมื่อแยกอ่านเป็น 5 ชั้นดังนี้
| ชั้น | เนื้องาน | ราคาต่อคน-วันที่เปิดเผยไว้ (ตัวอย่างจากในประเทศญี่ปุ่น) |
|---|---|---|
| ชั้นที่ 1 | ออกแบบฮาร์ดแวร์ (แบบวงจร แบบตู้ รายการอุปกรณ์) | ค่าออกแบบ ประมาณ 40,000 เยน/คน-วัน |
| ชั้นที่ 2 | ซอฟต์แวร์ PLC (แลดเดอร์และตรรกะควบคุมลำดับ) | ค่าโปรแกรม ประมาณ 40,000 เยน/คน-วัน |
| ชั้นที่ 3 | ออกแบบหน้าจอ HMI และหน้าจอทัชสกรีน | แหล่งอ้างอิงรวมไว้ในหมวดค่าโปรแกรม ไม่มีราคาแยกเผยแพร่ |
| ชั้นที่ 4 | ประกอบตู้และทดสอบที่โรงงานผู้ผลิต (FAT) | ค่าประกอบ ประมาณ 30,000 เยน/คน-วัน / ค่าทดสอบในโรงงาน ประมาณ 40,000 เยน/คน-วัน โดยคิดแยกคนละจำนวนคน-วัน |
| ชั้นที่ 5 | ติดตั้งและเดินเครื่องหน้างาน (SAT) พร้อมจัดทำเอกสาร | ค่าทำงานหน้างาน ประมาณ 40,000 เยน/คน-วัน |
ราคาต่อหน่วยข้างต้นอ้างอิงจากบทความของ kts-lab ที่เปิดเผยโครงสร้างต้นทุนตู้คอนโทรล นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ไม่ใช่การฟันธงว่าราคากลางต้องเป็นเท่านี้ ตัวเลขเปลี่ยนตามขนาดบริษัท ความยากของงาน และปริมาณงานที่ผู้รับงานถืออยู่ อีกทั้งจะเอามาใช้แทนราคาต่อหน่วยในประเทศไทยไม่ได้ สิ่งที่อยากให้หยิบไปใช้จึงไม่ใช่ตัวเงิน แต่คือวิธีอ่านใบเสนอราคาโดยหั่นเป็น 5 ชั้น
นิยาม “เงินลงทุน” ให้ชัดก่อนคุยเรื่องความคุ้มค่า
เวลาจะถกเรื่องระยะเวลาคืนทุนหรือผลตอบแทนการลงทุนภายในองค์กร สิ่งแรกที่ต้องตกลงคือนิยามของตัวหาร ในบทความนี้กำหนดไว้ดังนี้
เงินลงทุน = ค่าแรงงานของชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 5 รวมกัน + ค่าวัสดุอุปกรณ์ (ตัว PLC อุปกรณ์ไฟฟ้า สายไฟ ตัวตู้ ฯลฯ) + ค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด
ราคาต่อหน่วยในตารางด้านบนเป็นราคาต่อคน-วัน คือค่าแรงงานล้วน ไม่รวมค่าวัสดุอุปกรณ์ ถ้าสับสนตรงนี้ ใบเสนอราคาจะออกมาในสภาพ “ราคาต่อหน่วยถูก แต่ยอดรวมไม่ตรงกับที่คิดไว้”
และมีข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยในการคิดเงินลงทุน 2 กรณี ธรรมชาติของสองกรณีนี้ต่างกัน จึงควรแยกจากกัน
- กรณีที่ 1 คิดตกหล่น — ตัดชั้นที่ 5 ออกจากตัวหาร พอผลักค่าติดตั้งและเดินเครื่องหน้างานไปไว้ที่ “ค่อยตกลงกันทีหลัง” ตัวหารจะเล็กลง ระยะเวลาคืนทุนก็ออกมาสั้นเกินจริง แล้วพังตอนค่าเดินทางกับค่าที่พักโผล่เข้ามา
- กรณีที่ 2 นับซ้ำ — เอารายจ่ายของชั้นที่ 4 และชั้นที่ 5 ไปนับเป็นผลตอบแทนอีกรอบ เงินที่จ่ายให้ FAT และ SAT อยู่ในเงินลงทุน คือตัวหาร ถ้าเอาไปใส่ตัวตั้งอีกครั้งในนามของ “ทดสอบละเอียดเลยเดินเครื่องได้เร็วขึ้น” เท่ากับนับเงินก้อนเดิมสองครั้ง
หลักง่าย ๆ คือ ตัวหารต้องบวกค่าแรงงานให้ครบตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 5 แล้วบวกค่าวัสดุอุปกรณ์กับค่าขนส่งเข้าไปด้วย และตัวตั้งต้องไม่มีรายการที่นับอยู่ในเงินลงทุนแล้ว เท่านี้คำอธิบายในที่ประชุมก็ไม่ขัดกันเอง
ผลิตในประเทศไทยแล้วชั้นไหนเปลี่ยนบ้าง
คำถามที่ว่า “ทำในไทยแล้วถูกลงไหม” คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ต้องตอบแยกเป็นรายชั้น
- ชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 3 (งานออกแบบและซอฟต์แวร์) เป็นค่าแรงงานเป็นหลัก ราคาจึงขึ้นกับว่าวิศวกรที่ไหนใช้เวลากี่ชั่วโมง เป็นชั้นที่ได้รับผลจากราคาต่อหน่วยในประเทศโดยตรง
- ชั้นที่ 4 (ประกอบตู้และ FAT) ค่าแรงประกอบขึ้นกับราคาในประเทศ แต่ค่าวัสดุอุปกรณ์ซึ่งบทความนี้กันไว้นอก 5 ชั้น ถ้าเป็นของนำเข้าจะเป็นราคาตลาดโลกบวกค่าใช้จ่ายนำเข้า จึงไม่ต่างจากญี่ปุ่นมากนัก บางรายการอาจแพงกว่าด้วยซ้ำ
- ชั้นที่ 5 (ติดตั้งหน้างานและ SAT) ชั้นนี้ต่างกันมากที่สุด ถ้าส่งคนจากญี่ปุ่นมา ค่าเดินทาง ค่าที่พัก และเวลารอคอยจะกลายเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อน แต่ถ้าผู้รับงานมีฐานอยู่ในประเทศไทย การเดินทางก็เป็นแค่การเดินทางในประเทศ
สรุปคือไม่ใช่ “ทำในไทยแล้วถูกลงทั้งหมด” แต่ความจริงใกล้เคียงกับ ชั้นที่ 5 และบางส่วนของชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 3 เท่านั้นที่เปลี่ยน
ลดค่าแรงอย่างเดียวไม่ทำให้การลงทุนคืนทุน
ค่าจ้างขั้นต่ำของไทย ณ เดือนกรกฎาคม 2026 ยังกำหนดเป็นรายวันและต่างกันตามจังหวัด อยู่ในช่วง 337 ถึง 400 บาทต่อวัน ยังไม่ได้ปรับเป็นอัตราเดียวทั้งประเทศ ถ้าคิดจากปลายบนที่ 400 บาทต่อวัน เทียบเป็นรายชั่วโมงได้ 400 ÷ 8 = 50 บาทต่อชั่วโมง สมมติแทนที่งานของคน 1 คนได้ทั้งหมด 2,400 ชั่วโมงต่อปี (8 ชั่วโมง × 300 วัน) จะได้ 50 บาท × 2,400 ชั่วโมง = 120,000 บาท ลองคิดจากฐานรายวันก็ได้ 400 บาท × 300 วัน = 120,000 บาท ตรงกัน
ต้นทุนแรงงานจริงยังมีเงินสมทบประกันสังคม ค่าล่วงเวลา และค่าใช้จ่ายทางอ้อมบวกเพิ่ม ตัวเลขนี้จึงเป็นเพียงกรอบขั้นต่ำ แต่ระดับของหลักตัวเลขก็ชัดเจนพอที่จะบอกว่า การอ้างเฉพาะการลดค่าแรงเพื่อขออนุมัติงบเปลี่ยน PLC ใหม่หรืองานอัตโนมัติ เป็นเหตุผลที่ไม่พอ สิ่งที่ควรนับเป็นผลตอบแทนคือ ของเสียที่หลุดออกไปน้อยลง เวลาเปลี่ยนรุ่นการผลิตที่สั้นลง การหยุดกะทันหันที่ลดลง และต้นทุนการแก้ปัญหาฉุกเฉินในอนาคตที่จะเกิดขึ้นถ้าไม่เปลี่ยนวันนี้
สิทธิประโยชน์ที่ได้คืนจากภาครัฐ ต้องอ่านเงื่อนไขให้ครบ
ประเทศไทยมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนหลายตัว แต่การเอาไปใส่เป็นสมมติฐานในใบเสนอราคาโดยไม่อ่านเงื่อนไขนั้นอันตราย
- มาตรการ Smart and Sustainable Industry ของ BOI การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตั้งต้นที่ 50% จะขยับเป็น 100% เฉพาะกรณีที่นำระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในสายการผลิต และจัดหามูลค่าเครื่องจักรที่ปรับปรุงไม่น้อยกว่า 30% จากอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติภายในประเทศไทย ถ้าเจอเอกสารที่เขียนว่าได้ 100% แบบไม่มีเงื่อนไข ให้กลับไปตรวจเงื่อนไขก่อน
- การหักรายจ่าย 200% ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 802 (พ.ร.ฎ. 802) ครอบคลุมรายจ่ายด้านดิจิทัล แต่มีเพดานไม่เกิน 300,000 บาทต่อรอบระยะเวลาบัญชี ต้องซื้อจากผู้ให้บริการที่ขึ้นทะเบียนกับ depa และต้องเข้าข่ายเป็น SME คือทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ต่อปีไม่เกิน 30 ล้านบาท ที่สำคัญคือใช้กับกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก BOI หรือ EEC ไม่ได้ โรงงานญี่ปุ่นในไทยจำนวนมากอยู่ภายใต้ BOI จึงมักไม่เข้าข่ายมาตรการนี้
อนึ่ง บรรยากาศการลงทุนในไทยยังเคลื่อนไหวอยู่ BOI เปิดเผยว่ามูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในครึ่งแรกของปี 2026 อยู่ที่ 43.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การแย่งชิงทั้งงบลงทุนและตัวบุคลากรจึงน่าจะดำเนินต่อไปอีกระยะ
6 ข้อที่ต้องตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนสั่งงาน

ส่วนนี้คือแก่นของบทความ การจ้างพัฒนาโปรแกรม PLC จะสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้วัดกันที่ฝีมือทางเทคนิคเป็นอันดับแรก แต่วัดกันที่ว่า ได้เขียนลงสัญญาหรือยังว่าอะไรจะเหลืออยู่กับโรงงาน ทั้ง 6 ข้อต่อไปนี้ควรระบุไว้ในเอกสารขอราคา (RFQ) หรือในข้อกำหนดการสั่งซื้อทุกครั้ง
| # | เรื่องที่ต้องตกลง | ผลที่ตามมาถ้าปล่อยให้คลุมเครือ |
|---|---|---|
| ข้อ 1 | ส่งมอบซอร์สโค้ด (ไฟล์โปรเจกต์) หรือไม่ และเป็นไฟล์ชนิดใด | ได้รับแต่ไฟล์ที่คอมไพล์แล้ว งานแก้ครั้งหน้าจึงจ้างได้เจ้าเดียว |
| ข้อ 2 | การจัดการรหัสผ่านและการป้องกัน รวมถึงผู้เก็บรักษาคีย์ปลดล็อก | เปิดดูเนื้อในเครื่องของตัวเองไม่ได้ |
| ข้อ 3 | ลิขสิทธิ์เป็นของใคร หรือขอบเขตสิทธิ์การใช้งานที่รวมการดัดแปลง | การแก้โปรแกรมอาจกลายเป็นการผิดสัญญา |
| ข้อ 4 | สิทธิ์ที่จะให้บุคคลที่สามเข้ามาแก้ไข | เปลี่ยนผู้รับงานไม่ได้ และเสียอำนาจต่อรองราคา |
| ข้อ 5 | เอกสาร (รายการ I/O ผังลำดับการทำงาน ประวัติการแก้ไข ภาษาของคอมเมนต์) | ส่งต่องานไม่ได้ อีก 5 ปีกลายเป็นกล่องดำอีกรอบ |
| ข้อ 6 | ช่องทางติดต่อหลังเดินเครื่อง เวลาตอบกลับ และค่าเรียกเข้าหน้างาน | ตอนเครื่องหยุดไม่รู้จะเรียกใคร เวลากู้คืนยืดออกไป |
ข้อ 1 ถึงข้อ 4: แยกเรื่อง “การครอบครอง” กับ “สิทธิ์ในการใช้” ออกจากกัน
“ได้รับซอร์ส” กับ “แก้ไขได้อย่างอิสระ” เป็นคนละเรื่องกัน ต่อให้ได้ไฟล์มาไว้ในมือ ถ้าลิขสิทธิ์ยังอยู่กับผู้รับงานและไม่มีการอนุญาตให้ดัดแปลง การเข้าไปแก้ก็อยู่ในพื้นที่สีเทาทางกฎหมาย กรณีที่โอนลิขสิทธิ์ทั้งหมดไม่ได้จริง ๆ แค่มีข้อความว่า “บริษัทและบุคคลที่สามซึ่งบริษัทกำหนด สามารถทำสำเนาและดัดแปลงได้เพื่อวัตถุประสงค์ในการบำรุงรักษา ดัดแปลง และย้ายติดตั้ง” ก็เพียงพอให้งานจริงเดินได้
เรื่องรหัสผ่านในข้อ 2 การเขียนแค่ว่า “ปลดล็อกก่อนส่งมอบ” ยังไม่พอ เพราะผู้รับงานอาจคงการป้องกันบางบล็อกไว้เพื่อรักษาไลบรารีของตนเอง สิ่งที่ต้องใส่ในเช็กลิสต์ตอนตรวจรับคือ บล็อกไหนบ้างที่ถูกป้องกัน และใครเป็นผู้เก็บรักษาคีย์ของบล็อกเหล่านั้น
ข้อ 4 ดูเผิน ๆ เหมือนจะได้มาเองอัตโนมัติเมื่อมีข้อ 2 และข้อ 3 แล้ว แต่ยังมีเหตุผลให้เขียนแยก เพราะในวันที่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้ผู้รับงานรายอื่นจริง ๆ ข้อสัญญารักษาความลับที่ระบุว่า “ห้ามเปิดเผยต่อบุคคลที่สาม” อาจกลายเป็นตัวขวาง
ข้อ 5: ภาษาของคอมเมนต์ คือประเด็นเฉพาะของโรงงานในไทย
เรื่องนี้แทบไม่เกิดกับงานที่สั่งจ้างภายในญี่ปุ่นเอง โปรแกรมที่บริษัทแม่ในญี่ปุ่นเป็นผู้สั่งจ้าง ย่อมเขียนคอมเมนต์เป็นภาษาญี่ปุ่นเป็นธรรมดา แต่คนที่ดูแลไลน์นั้นทุกวันคือทีมซ่อมบำรุงคนไทย เมื่ออ่านคอมเมนต์ไม่ออก สุดท้ายก็ต้องโทรหาวิศวกรชาวญี่ปุ่นประจำโรงงาน ภาระการแก้ปัญหาเครื่องหยุดช่วงกลางคืนและวันหยุดจึงไปกองอยู่ที่คนคนเดียว
สิ่งที่ต้องตัดสินตั้งแต่ตอนสั่งงานมี 3 ประเด็น
- ภาษาของคอมเมนต์ (ญี่ปุ่นล้วน / มีอังกฤษกำกับ / มีไทยกำกับ)
- ภาษาของรายการ I/O และผังลำดับการทำงาน
- ภาษาที่แสดงบนหน้าจอ HMI และมีสวิตช์สลับภาษาหรือไม่
ถ้าไปขอให้แปลทีหลัง นั่นคือการสั่งงานใหม่ และเป็นค่าใช้จ่ายอีกก้อน ยิ่งกว่านั้น การส่งงานแปลออกไปข้างนอกอย่างเดียวจะได้คนที่ไม่เข้าใจโปรแกรมมาแปลคอมเมนต์ ความแม่นยำจึงตก การใส่ไว้ในการสั่งงานครั้งแรกคือทางที่ถูกที่สุด
ข้อ 6: ตกลงกันที่ “เวลาตอบกลับ” ไม่ใช่แค่ “ชื่อบริษัท”
ประโยคว่า “มีอะไรโทรมาได้เลย” ไม่ใช่ข้อตกลง สิ่งที่ต้องเขียนคือ ตำแหน่งของผู้รับติดต่อ ช่วงเวลารับแจ้ง (ใช้เวลาไทยหรือเวลาญี่ปุ่น) เวลาตอบกลับครั้งแรก ค่าเรียกเข้าหน้างานและค่าเดินทางกรณีต้องส่งคนมา รวมถึงเงื่อนไขหลังหมดระยะเวลารับประกัน เขียนถึงระดับนี้แล้วทั้งองค์กรจึงจะรู้ตรงกันว่าเวลาเครื่องหยุด จะเรียกใคร ราคาเท่าไร และมาถึงในกี่ชั่วโมง
เครื่องจักรที่ส่งมาจากญี่ปุ่น: สมมติฐานที่ใช้ไม่ได้เมื่อมาตั้งในไทย
โรงงานในไทยจำนวนมากได้รับเครื่องที่เคยเดินอยู่ในญี่ปุ่นส่งต่อมา หรือได้รับแบบและสเปกจากญี่ปุ่นมาให้สั่งทำต่อ ปัญหาคือสมมติฐานของฝั่งญี่ปุ่นหลายเรื่องใช้กับหน้างานที่นี่ไม่ได้ และมักไปโผล่ตอนติดตั้งจริงจนงานหยุด
ระบบไฟ: หม้อแปลงเปลี่ยนแรงดันได้ แต่ไม่เปลี่ยนความถี่
โรงงานในญี่ปุ่นนิยมจ่ายไฟให้เครื่องจักรที่ระบบ 200V ขณะที่ไฟสามเฟสในประเทศไทยอยู่ที่ 380 ถึง 400V ความถี่ 50Hz ความเข้าใจผิดที่พบมากที่สุดคือ “ใส่หม้อแปลงแล้วความถี่จะตรงกันเอง” หม้อแปลงเปลี่ยนได้เฉพาะแรงดัน ส่วนความถี่ยังเท่าเดิม
ในญี่ปุ่นมีทั้งพื้นที่ที่ใช้ 50Hz และพื้นที่ที่ใช้ 60Hz ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องตรวจคือ เครื่องที่ส่งมาถูกออกแบบไว้ที่ความถี่เท่าไร ถ้าเป็นเครื่องที่ออกแบบมาสำหรับ 60Hz แล้วนำมาต่อกับไฟ 50Hz ของไทย รอบของมอเตอร์เหนี่ยวนำที่ต่อตรงเข้ากับไฟ (ไม่ผ่านอินเวอร์เตอร์) จะแปรตามความถี่ คือ 50 ÷ 60 ≈ 0.83 หรือรอบลดลงราว 17%
ผลที่ตามมาคือ ปริมาณลมของพัดลม อัตราการไหลของปั๊ม ความเร็วสายพานลำเลียง และแทกต์ไทม์ของทั้งไลน์จะเพี้ยนไปจากเดิม กรณีที่ขับด้วยอินเวอร์เตอร์ยังพอชดเชยได้ในบางช่วง แต่กับเครื่องที่จังหวะการทำงานผูกกับกลไก อาจต้องกลับไปทบทวนอัตราทดเกียร์หรือขนาดสเตอร์ใหม่
สามเฟส 3 สาย กับสามเฟส 4 สาย
ระบบเดลตา (สามเฟส 3 สาย) ที่ใช้ในญี่ปุ่น ต่างจากระบบสามเฟส 4 สายที่มีสายนิวทรัล ซึ่งใช้กันทั่วไปในประเทศไทย จุดที่เปลี่ยนคือจะดึงไฟเฟสเดียวสำหรับวงจรควบคุมมาจากไหน และจะจัดระบบการต่อลงดินอย่างไร ถ้ายกแบบตู้ของญี่ปุ่นมาใช้ทั้งดุ้น จะเจอการเดินสายที่ไม่ได้เผื่อสายนิวทรัลไว้ตั้งแต่แรก
มาตรฐาน: IEC 60204-1 กับ IEC 61439 ทำหน้าที่คนละอย่าง
สองมาตรฐานนี้ไม่ได้มีอันไหนอยู่เหนืออีกอัน
| มาตรฐาน | ครอบคลุมอะไร | พูดแบบสั้นที่สุด |
|---|---|---|
| IEC 60204-1 | ความปลอดภัยของบริภัณฑ์ไฟฟ้าสำหรับเครื่องจักร | ระบบไฟฟ้าของเครื่องนั้นใช้งานได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ |
| IEC 61439 | ชุดประกอบสวิตช์เกียร์และแผงควบคุมแรงดันต่ำ | มาตรฐานผลิตภัณฑ์ของตัวตู้ในฐานะสิ่งประกอบสำเร็จ |
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ของไทยสำหรับตู้ไฟฟ้าอ้างอิงตามแนวทาง IEC 61439 และผู้ที่ออกการรับรอง มอก. ได้มีเพียงสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ. / TISI) เท่านั้น เมื่อผู้รับงานบอกว่า “ผลิตตามมาตรฐาน IEC” ก็ไม่ได้แปลว่าสินค้านั้นได้รับการรับรอง มอก. แล้ว ควรตรวจก่อนสั่งงานว่าข้อกำหนดของโรงงานเราต้องการอย่างไหนกันแน่
การลงนามรับรองโดยวิศวกรที่มีใบอนุญาต
ในประเทศไทย งานออกแบบและตรวจสอบระบบไฟฟ้าบางขอบเขต โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับระบบรับไฟและระบบจ่ายไฟของโรงงาน ต้องมีวิศวกรที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิศวกร (Council of Engineers) ลงนามรับรอง เรื่องนี้ไม่ได้จบอยู่ที่ตู้คอนโทรลของเครื่องจักรตัวเดียว แต่จะเข้ามาเกี่ยวเมื่อไปแตะระบบรับไฟเดิมของโรงงาน
นอกจากนั้น หากงานเปลี่ยนเครื่องทำให้โหลดรวมเพิ่มขึ้นจนต้องขอเพิ่มขนาดมิเตอร์หรือปรับหม้อแปลง จะมีข้อกำหนดและกระบวนการยื่นเรื่องของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ตามพื้นที่ตั้งของโรงงานเข้ามาเพิ่ม ควรถามผู้รับงานตั้งแต่ตอนขอราคาว่าเขาออกลายเซ็นรับรองได้เองหรือต้องไปจ้างต่อ และใครเป็นผู้ยื่นเรื่องกับการไฟฟ้า
การจัดหาอุปกรณ์: รหัสรุ่นเดียวกัน ไม่ได้แปลว่าได้ของเร็วเท่ากัน
รหัสรุ่นที่เลือกไว้ในญี่ปุ่นอาจหาซื้อในไทยไม่ได้ ตัวแทนจำหน่ายที่ถือสินค้า ของในสต๊อก และระยะเวลารอสินค้าเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง การเปลี่ยนไปใช้รหัสรุ่นที่จัดหาได้ในประเทศตั้งแต่ตอนออกแบบ ไม่เพียงตัดเวลารอตอนติดตั้งออกไป แต่ยังทำให้ การหาอะไหล่สำรองในอนาคตจบได้ในประเทศ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบด้านการเดินเครื่อง และเป็นการตัดสินใจเชิงออกแบบที่แก้ได้เฉพาะตอนเปลี่ยนเครื่องเท่านั้น
IEC 61131-3 ไม่ได้รับประกันว่าโปรแกรมจะย้ายค่ายได้
“ถ้าเขียนตามมาตรฐานสากลไว้ อนาคตก็ย้ายไปใช้ยี่ห้ออื่นได้” ความคาดหวังนี้ต่างจากความเป็นจริงพอสมควร
IEC 61131-3 คือมาตรฐานสากลที่กำหนดภาษาโปรแกรมสำหรับ PLC เดิมนิยามภาษาไว้ 5 ภาษา คือ LD, ST, FBD, SFC และ IL ต่อมาใน Edition 4 ปี 2025 ได้ตัด IL (Instruction List) ออกจากมาตรฐาน ปัจจุบันจึงเหลือ 4 ภาษา นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดว่า วิธีเขียนที่ใช้กันมานานก็หลุดออกจากมาตรฐานได้
ต่อให้เขียนตามมาตรฐาน ก็ยังย้ายไปวางแล้วเดินทันทีไม่ได้
สิ่งที่มาตรฐานกำหนดคือไวยากรณ์และโครงสร้างของภาษา ไม่ได้บังคับให้ผู้ผลิตแต่ละรายทำภายในเหมือนกัน ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ขวางการย้ายแพลตฟอร์มคือ
- คำสั่งเสริมและคำสั่งพิเศษเฉพาะยี่ห้อ (พบมากในงานควบคุมตำแหน่ง งานสื่อสาร และงานโมชัน)
- การแทนค่าภายในของชนิดข้อมูล ระบบแอดเดรสของรีจิสเตอร์ และวิธีเขียนการอ้างอิงแบบ index
- ความละเอียดและคุณสมบัติการคงค่าของไทเมอร์และเคาน์เตอร์
- ความเข้ากันได้ของไลบรารีและฟังก์ชันบล็อก
- กลไกการผูกตัวแปรระหว่างโปรแกรมกับ HMI
ผลลัพธ์คือ การย้ายข้ามแพลตฟอร์มเท่ากับเขียนใหม่โดยพฤตินัย ปัญหาการถูกผูกกับผู้ขายรายเดียว (vendor lock-in) ถูกหยิบมาพูดซ้ำ ๆ ในวงการนี้ ถ้าตั้งงบประมาณบนสมมติฐานว่า “เขียนตามมาตรฐานแล้วย้ายค่ายง่าย” ชั่วโมงงานตอนย้ายจริงจะพุ่งเกินงบ
ทีมซ่อมบำรุงถนัดแลดเดอร์
ยังมีอีกประเด็นที่มาจากฝั่งหน้างาน ภาษา Structured Text (ST) เหมาะกับการเขียนงานคำนวณซับซ้อนและการจัดการข้อมูล แต่อ่านยากสำหรับทีมซ่อมบำรุงหน้าไลน์ ขณะที่โปรแกรมแลดเดอร์ถูกเข้าใจในฐานะภาคต่อของวงจรรีเลย์มาตลอด ช่างไฟฟ้าซ่อมบำรุงจึงไล่ตามลำดับของหน้าสัมผัสและคอยล์ได้
สิ่งที่พบบ่อยในโรงงานไทยคือ เมื่อรับเครื่องที่เขียนด้วย ST เป็นหลักเข้ามา พอเครื่องหยุดกลางดึกก็แยกแยะสาเหตุหน้างานไม่ได้ ต้องรอผู้รับงานทุกครั้ง ตัว ST เองไม่ได้ผิดอะไร ปัญหาอยู่ที่ เลือกวิธีเขียนที่เกินระดับการอ่านของทีมหน้างาน แล้วไม่ได้เตรียมการฝึกอบรมไว้ให้
ทางแก้ตรงไปตรงมา คือตกลง 3 ประเด็นนี้ตั้งแต่ตอนสั่งงาน
- ส่วนไหนเขียนด้วยแลดเดอร์ ส่วนไหนเขียนด้วย ST (นโยบายการแบ่ง)
- รวมการฝึกอบรมทีมซ่อมบำรุงไว้ในงานที่สั่งจ้าง หรือแยกออกไปตั้งงบต่างหาก
- จำนวนคนที่จะเข้าอบรม และภาษาของเอกสารประกอบการอบรม
ค่าใช้จ่ายด้านการอบรมมองไม่เห็นด้วยตา จึงมักหล่นหายจากใบเสนอราคา แต่ส่วนที่ตัดทิ้งไปจะกลับมาเก็บเงินเราในรูปของชั่วโมงที่เครื่องหยุดในภายหลัง
ของบางอย่างใส่ได้เฉพาะตอนเปลี่ยนเครื่องเท่านั้น
โอกาสที่จะเปิดตู้คอนโทรลและลงมือแตะสายไฟได้ มีแค่ตอนเปลี่ยนเครื่องหรือตอนดัดแปลงใหญ่ ไลน์ที่หยุดไม่ได้จะไม่มีวันอนุมัติให้ “แถมใส่ไปเลยตอนนี้” กับเครื่องที่กำลังเดินอยู่ ด้วยเหตุนี้ การตัดสินใจว่าจะฝังอะไรไว้ในจังหวะเปลี่ยนเครื่องจึงมีผลระยะยาว
เตรียมช่องดึงข้อมูลไว้ก่อน
ต่อให้ยังอยู่แค่ช่วงกำลังพิจารณาการทำระบบติดตามการเดินเครื่องหรือ IoT หรือคิดว่าอาจทำในอนาคต ก็ยังคุ้มที่จะทำเฉพาะช่องสำหรับดึงสัญญาณออกมาไว้ตั้งแต่ตอนนี้
รูปธรรมคือ เพิ่มพอร์ตอีเทอร์เน็ต จัดระเบียบและทำรายการแอดเดรสของดีไวซ์ที่บอกสถานะเครื่อง (เดิน หยุด ผิดปกติ จำนวนที่ผลิตได้) กันพื้นที่หน่วยความจำสำหรับให้ระบบภายนอกอ่าน และเพิ่มยูนิตสื่อสารหากจำเป็น งานเหล่านี้ถ้าทำตอนเปลี่ยนเครื่องจะกลืนไปกับชั่วโมงงานที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ถ้าจะมาใส่ตอนเครื่องเดินแล้ว ต้องเริ่มจากการหยุดไลน์และเปิดตู้ใหม่ทั้งกระบวนการ ส่วนเรื่องการนำข้อมูลที่ดึงมาได้ไปใช้ต่อ อ่านได้ที่การทำระบบ IoT และติดตามการเดินเครื่องในโรงงาน
รัดกุมทางเข้าของการซ่อมบำรุงระยะไกลเสียตอนนี้
หลายกรณีจะมีการเปิดใช้บริการซ่อมบำรุงระยะไกลของผู้รับงานพร้อมกับงานเปลี่ยนเครื่อง หรือรับช่องทางเดิมที่มีอยู่แล้วมาดูแลต่อ ตรงนี้ต้องออกแบบอย่างระมัดระวัง มีรายงานกรณีแรนซัมแวร์ที่พุ่งเป้าไปที่ VPN ของโรงงาน และ ช่องทาง VPN ของผู้รับงานที่เปิดค้างไว้ตลอดเวลาคือทางเข้าที่ผู้โจมตีเข้าได้ง่ายที่สุด
สิ่งที่ต้องตกลงตอนสั่งงานมี 4 ประเด็น
- เปิดการเชื่อมต่อเฉพาะตอนที่จำเป็น ไม่เปิดค้างไว้ตลอด (แนวคิดแบบ just-in-time)
- กำหนดให้เข้าถึงได้เฉพาะเครื่องนั้นเครื่องเดียว (สิทธิ์น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น ไม่ตั้งค่าให้ออกไปทั่วเครือข่ายโรงงานได้)
- จำกัดช่วงเวลา ปิดทันทีเมื่องานเสร็จ หรือให้หมดอายุอัตโนมัติ
- เก็บบันทึกสำหรับตรวจสอบ ว่าใคร เมื่อไร ต่อเข้าอะไร และแก้อะไรไปบ้าง
ช่องทางที่เปิดเป็นข้อยกเว้นด้วยเหตุผลว่า “ไว้ใช้ซ่อมบำรุง” แล้วค้างอยู่อย่างนั้นหลายปี เป็นเรื่องที่เจอกันทั่วไป แนวคิดสำหรับทั้งเครือข่ายโรงงาน เราเรียบเรียงไว้ในแนวทางรักษาความปลอดภัย OT ของโรงงานในไทย
ทบทวนวงจรความปลอดภัย
ยิ่งเครื่องเก่า วงจรความปลอดภัยก็ยิ่งเป็นแนวคิดของยุคนั้น ทั้งหมวดของวงจรหยุดฉุกเฉิน การทำสำรองซ้อนของเซฟตี้รีเลย์ โครงสร้างอินเตอร์ล็อกประตู และตรรกะการรีเซ็ต ถ้าจะเปลี่ยน CPU อยู่แล้ว การประเมินวงจรความปลอดภัยไปพร้อมกันย่อมสมเหตุสมผลกว่า โดยเฉพาะถ้ามีแผนจะนำหุ่นยนต์เข้ามาในกระบวนการที่คนกับเครื่องอยู่ใกล้กันในอนาคต การเผื่อข้อกำหนดด้านความปลอดภัยไว้ตั้งแต่ต้นจะถูกกว่า มาตรฐานความปลอดภัยของหุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติงานได้รับการปรับปรุงเป็น ISO 10218 ฉบับปี 2025 ซึ่งเราอธิบายไว้ในแนวทางนำหุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติงานมาใช้
ผู้รับงาน 4 กลุ่ม กับความเหมาะสมของแต่ละกลุ่ม
ผู้รับงานพัฒนาซอฟต์แวร์ PLC ในประเทศไทยแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ไม่ใช่เรื่องว่ากลุ่มไหนดีกว่ากลุ่มไหน แต่เป็นเรื่องว่า แต่ละกลุ่มเหมาะกับงานลักษณะใดและกับความพร้อมของทีมภายในแบบใด
| กลุ่มผู้รับงาน | จุดแข็ง | จุดอ่อน | เหมาะกับงานแบบไหน |
|---|---|---|---|
| ผู้ผลิตเครื่องจักรต้นทาง | รู้เครื่องของตัวเองดีที่สุด แน่นอน ขอบเขตความรับผิดชัดเจน | ราคาสูง งานในต่างประเทศมักตอบสนองช้า | หัวใจของเครื่องเฉพาะทางและกลไกพิเศษ งานเปลี่ยนเครื่องที่ต้องการการรับประกันเป็นอันดับแรก |
| บริษัทงานควบคุมสัญชาติญี่ปุ่นหรือสาขาในไทย | สั่งงานด้วยเอกสารภาษาญี่ปุ่นได้ และมีทีมอยู่ในไทย | ความถนัดต่างกันมากในแต่ละบริษัท | งานเปลี่ยนเครื่องและงานดัดแปลงของโรงงานในไทยโดยทั่วไป |
| ผู้ผลิตตู้คอนโทรลสัญชาติไทย | เก่งงานประกอบตู้ ได้เปรียบด้านการจัดหาอุปกรณ์และระยะเวลาส่งมอบ | คุณภาพการส่งต่องานซอฟต์แวร์ไม่สม่ำเสมอ วัฒนธรรมการทำเอกสารต่างกัน | งานที่เน้นประกอบตู้และเดินสาย โดยที่ซอฟต์แวร์บริหารเองได้ |
| ฟรีแลนซ์หรือวิศวกรอิสระ | ค่าใช้จ่ายต่ำ ยืดหยุ่น ตอบสนองเร็ว | ผูกกับตัวบุคคลและมีความเสี่ยงด้านความต่อเนื่อง (คือการสร้างเส้นทาง (ข) ขึ้นมาใหม่) | งานดัดแปลงเล็ก ๆ ระยะสั้น กรณีที่มีวิศวกรในบริษัทคุมงานได้ |
ตัดสินด้วย 5 เกณฑ์ ก่อนดูตัวเลข
ก่อนจะเปิดดูราคา ให้เอาผู้รับงานที่คัดไว้มาเรียงตาม 5 เกณฑ์นี้ก่อน แล้วค่อยดูตัวเงินทีหลัง
| เกณฑ์ | สิ่งที่ต้องตรวจให้ชัด |
|---|---|
| ความต่อเนื่อง | อีก 5 ปี 10 ปี ยังรับงานด้วยทีมระดับเดิมได้ไหม มีระบบส่งต่องานเมื่อคนลาออกหรือไม่ |
| การส่งมอบซอร์ส | ส่งมอบไฟล์โปรเจกต์หรือไม่ เขียนเรื่องการป้องกันและคีย์ลงในสัญญาได้ไหม |
| ภาษาของเอกสาร | ทำรายการ I/O คอมเมนต์ และหน้าจอ HMI ได้กี่ภาษา รองรับภาษาไทยและภาษาอังกฤษหรือไม่ |
| การเข้าถึงหน้างาน | มีวิศวกรอยู่ในประเทศไทยไหม เครื่องหยุดแล้วมาถึงหน้างานภายในกี่ชั่วโมง |
| การลงนามตามมาตรฐาน | รองรับ IEC 61439 และ มอก. ได้แค่ไหน ออกลายเซ็นโดยวิศวกรที่มีใบอนุญาตจากสภาวิศวกรได้เองหรือไม่ |
ช่องที่ติดเครื่องหมายกากบาทในตารางนี้ จะกลายเป็นความเสี่ยงในอนาคตตรง ๆ เช่น ถ้าไม่มั่นใจเรื่องความต่อเนื่อง ก็ต้องเข้มขึ้นเรื่องการส่งมอบซอร์สและเอกสารเป็นการชดเชย ออกแบบได้ในลักษณะ เอาเกณฑ์อื่นมาอุดจุดอ่อนของเกณฑ์ที่ขาด มุมมองทั่วไปในการคัดเลือกบริษัทคู่ค้า อ่านเพิ่มได้ที่วิธีเลือกบริษัทพัฒนาระบบในประเทศไทย
อีกประเด็นคือจะรวมงานไว้ที่เจ้าเดียวหรือแยกเจ้า การแยกงานฮาร์ดแวร์ (ชั้นที่ 1 และชั้นที่ 4) กับงานซอฟต์แวร์ (ชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3) ออกไปคนละบริษัท อาจได้ราคาต่อหน่วยที่ถูกลง แต่เวลามีปัญหาจะเสียเวลาไปกับการชี้ว่าใครเป็นต้นเหตุ และยังมีกับดักอีกข้อ ถ้ายังไม่ได้ตกลงว่า ฝ่ายไหนรับชั้นที่ 5 คือการติดตั้งและเดินเครื่องที่หน้างาน พอเกิดปัญหาแรกที่หน้างาน งานจะหยุดอยู่ตรงที่ทั้งสองฝ่ายต่างบอกว่าเรื่องนี้อยู่ในขอบเขตของอีกฝ่าย ถ้าจะแยก ต้อง ระบุตั้งแต่ตอนสั่งงานว่าใครรับชั้นที่ 5 และใครรับผิดชอบความสอดคล้องของภาพรวม
5 รูปแบบความล้มเหลวที่เจอบ่อย
สรุปเนื้อหาทั้งหมดข้างต้นใหม่ในรูปของความล้มเหลวที่เกิดขึ้นจริง ทั้ง 5 รูปแบบนี้ป้องกันได้บนกระดาษก่อนสั่งงานทั้งหมด
รูปแบบที่ 1: สั่งงานด้วยหลักคิด “ขอแค่เดินได้” แล้วตรวจรับทั้งที่ไม่มีทั้งซอร์สและเอกสาร
งานเดินเครื่องล่าช้าอยู่แล้ว ทุกคนอยากเริ่มผลิตให้ได้ก่อน ภายใต้แรงกดดันแบบนั้น ซอร์สโค้ดกับเอกสารจะหลุดออกจากเงื่อนไขการตรวจรับ เครื่องเดินได้ ตอนนั้นจึงไม่มีใครเดือดร้อน จะมาเดือดร้อนอีก 3 ปีถัดมา เมื่อผู้รับผิดชอบเปลี่ยนคน และการติดต่อกับผู้รับงานเจ้านั้นก็ขาดไปแล้ว ป้องกันได้ด้วยการใส่ข้อความในใบตรวจรับว่า “ถือว่าตรวจรับสมบูรณ์เมื่อได้รับไฟล์โปรเจกต์ครบชุดและรายการ I/O แล้ว” เพียงบรรทัดเดียว
รูปแบบที่ 2: เอางาน 3 ประเภทมาปนกันแล้วเทียบราคา
เรื่องที่ว่างานพัฒนาใหม่ ดัดแปลง และเปลี่ยน PLC ใหม่ มีธรรมชาติการตั้งราคาต่างกัน ได้อธิบายไปแล้ว ในทางปฏิบัติ ทั้งสามประเภทมักอยู่ในโครงการเดียวกัน เช่น เปลี่ยนบางส่วนของไลน์เดิมพร้อมเพิ่มฟังก์ชันใหม่เข้าไปด้วย ถ้าเอกสารขอราคาไม่แบ่งขอบเขตแล้วให้เสนอแบบเหมารวม เจ้า A จะรวมงานดัดแปลงไว้ ส่วนเจ้า B จะไม่รวม ทางแก้มีทางเดียวคือ บังคับให้แยกยอดย่อยตามประเภทที่ 1 ประเภทที่ 2 และประเภทที่ 3 ตั้งแต่ในเอกสารขอราคา
รูปแบบที่ 3: ไม่ใส่ค่าติดตั้งและเดินเครื่องหน้างานไว้ในใบเสนอราคา
คือการตัดชั้นที่ 5 ออกไปด้วยเหตุผลว่า “ค่อยตกลงทีหลัง” แล้วดันเรื่องขออนุมัติงบผ่านไปก่อน ของจริงมีทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พัก เวลารอคอย ค่าล่าม ค่าคนช่วยงานในพื้นที่ และค่าพักเพิ่มเมื่องานเดินเครื่องยืดออกไป ที่สำคัญคือ สาเหตุที่ทำให้งานยืดส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ตัวเครื่อง แต่อยู่ที่ระบบสาธารณูปโภคและแผนการผลิต ขอแนะนำให้ ใส่ชั้นที่ 5 ลงในใบเสนอราคาเสมอแม้จะเป็นตัวเลขประมาณการ และตกลงอัตราค่าแรงต่อวันสำหรับกรณีงานยืดไว้ล่วงหน้า
รูปแบบที่ 4: สั่งงานตามสเปกญี่ปุ่นทั้งดุ้น แล้วมาติดตอนติดตั้งหน้างาน
ทั้งแรงดัน ความถี่ วิธีต่อสายของระบบสามเฟส มาตรฐาน และการหาซื้ออุปกรณ์ ตามที่อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ แบบถูกออกมาเป็นสเปกญี่ปุ่น พอของมาถึงหน้างานถึงรู้ว่าไม่มีสายนิวทรัล หรืออุปกรณ์ที่เลือกไว้หาในไทยไม่ได้แล้วต้องรออีกหนึ่งเดือน แค่ให้วิศวกรฝั่งไทยเข้าร่วมทบทวนแบบสักหนึ่งรอบ ก็ดักปัญหาส่วนใหญ่ไว้ได้ล่วงหน้าแล้ว
อนึ่ง หากมีแผนจะย้ายเครื่องไปประเทศที่สามต่อ ควรตรวจกฎระเบียบของปลายทางไว้ก่อนด้วย เช่น เวียดนามมีกฎใหม่ว่าด้วยการนำเข้าเครื่องจักรใช้แล้ว (Circular 30/2025/TT-BKHCN) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เงื่อนไขการนำเข้าจะเปลี่ยนไปตามปีที่ผลิตและสภาพของเครื่อง แผนเปลี่ยนเครื่องที่ตั้งอยู่บนการย้ายฐานจึงต้องตรวจเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น
รูปแบบที่ 5: ไม่กำหนดช่องทางติดต่อหลังเดินเครื่อง พอคนลาออกก็กลับไปเริ่มใหม่
ช่วงเดินเครื่อง ผู้รับผิดชอบสองฝั่งติดต่อกันโดยตรงอยู่แล้ว มีอะไรก็โทรเข้ามือถือกันได้ ความสัมพันธ์แบบนั้นดำเนินไปหลายปีโดยผูกกับตัวบุคคล แล้ววันที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลาออก ช่องทางติดต่อก็หายไปทั้งเส้น นี่คือเส้นทาง (ข) ที่ยกไว้ตอนต้นบทความแบบตรงตัว และความจริงคือ มันถูกผลิตซ้ำใหม่ทุกครั้งที่มีการสั่งงาน ให้เขียนชื่อหน่วยงานผู้รับติดต่อและเวลาตอบกลับลงในสัญญาในฐานะช่องทางระหว่างบริษัทกับบริษัท ไม่ใช่ระหว่างคนกับคน
ขั้นตอนการดำเนินงาน 5 ขั้นตอน ตั้งแต่สำรวจของเดิมจนถึงรับมอบ

ปิดท้ายด้วยลำดับการทำงานจริง 5 ขั้นตอน จุดสำคัญคือ ขั้นตอนแรกเดินหน้าได้ด้วยทีมภายในเอง โดยยังไม่ต้องรู้ว่าจะจ้างใคร
| ขั้นตอน | สิ่งที่ต้องทำ | ผู้รับผิดชอบหลัก |
|---|---|---|
| ขั้นตอนที่ 1 สำรวจสถานะปัจจุบัน | จัดทำทะเบียนเครื่องจักร (รหัสรุ่น CPU ปีที่ผลิต มีซอร์สหรือไม่ ฯลฯ) | ทีมภายใน |
| ขั้นตอนที่ 2 ตรึงข้อกำหนด | จัดทำเอกสารระบุขอบเขตงานเปลี่ยน ข้อกำหนดที่ต้องการ และข้อตกลงทั้ง 6 ข้อ | ทีมภายใน (ขอความช่วยเหลือจากภายนอกได้ตามจำเป็น) |
| ขั้นตอนที่ 3 เทียบราคา | ออกเอกสารขอราคา แล้วเทียบยอดย่อยแยกตามประเภทที่ 1 ถึงประเภทที่ 3 | ทีมภายในร่วมกับผู้รับงานที่คัดไว้ |
| ขั้นตอนที่ 4 FAT และ SAT | ทดสอบการทำงานที่โรงงานผู้ผลิต แล้วติดตั้งและเดินเครื่องที่หน้างาน | ผู้รับงานเป็นหลัก ทีมภายในร่วมสังเกตการณ์ |
| ขั้นตอนที่ 5 รับมอบ | รับซอร์ส เอกสาร และคีย์ พร้อมสรุปเงื่อนไขการบำรุงรักษาให้จบ | ทีมภายในเป็นผู้นำ |
เริ่มจากทำทะเบียนเครื่องจักรก่อน
งานนี้ให้ผลตอบแทนต่อแรงที่ลงไปสูงที่สุด ถ้าตรงนี้ยังคลุมเครือ จะจ้างใครก็ไม่มีใครออกใบเสนอราคาให้ได้ ในทางกลับกัน ขอแค่มีตารางนี้ ไม่ว่าจะไปถามผู้รับงานรายไหน ก็จะได้ใบเสนอราคาที่เอามาเทียบกันได้
| หัวข้อ | ตัวอย่างการกรอก |
|---|---|
| ชื่อเครื่อง / ไลน์ | ไลน์ประกอบที่ 2 เครื่องอัดประกอบ |
| รหัสรุ่นและซีรีส์ของ CPU | Q06UDEHCPU |
| ปีที่ติดตั้ง | 2011 |
| มีไฟล์โปรเจกต์หรือไม่ | มี (อยู่บนเซิร์ฟเวอร์ภายใน) / ยังไม่ได้ตรวจว่าตรงกับเครื่องจริงหรือไม่ |
| มีรหัสผ่านหรือไม่ และใครเก็บคีย์ | มี / ไม่ทราบผู้เก็บรักษา |
| มีเอกสารหรือไม่ และเป็นภาษาอะไร | มีเฉพาะรายการ I/O / ภาษาญี่ปุ่น |
| รุ่นของ HMI และข้อมูลหน้าจอ | GOT / ไม่ทราบว่าไฟล์หน้าจออยู่ที่ใด |
| ผู้รับงานเดิมและช่องทางติดต่อ | บริษัท ○○ / ผู้รับผิดชอบลาออกแล้ว เหลือแต่เบอร์กลาง |
| ผลกระทบเมื่อเครื่องหยุด | ไลน์หยุดทั้งไลน์ (ไม่มีกระบวนการอื่นทดแทนได้) |
ยิ่งมีช่องที่กรอกได้ว่า “ไม่ทราบ” หรือ “ยังไม่ได้ตรวจ” มากเท่าไร ความยากของงานเปลี่ยนเครื่องก็สูงขึ้นเท่านั้น ขอให้เข้าใจว่าเป้าหมายของงานนี้ไม่ใช่การเติมช่องว่างให้เต็ม แต่คือ การทำให้เห็นว่าช่องว่างอยู่ตรงไหนบ้าง จากนั้นค่อยไล่ลงมือจากเครื่องที่ส่งผลกระทบมากที่สุดเมื่อหยุด การจัดสรรงบประมาณที่มีจำกัดก็จะไม่แกว่ง
แผน 90 วันที่ทำได้จริง
ขั้นตอนที่ 1 ถึงขั้นตอนที่ 3 หมุนให้ครบได้ใน 90 วันโดยไม่ต้องหยุดการผลิต ส่วนขั้นตอนที่ 4 และขั้นตอนที่ 5 คือช่วงลงมือจริงที่ตามมาหลังจากนั้น
| ช่วงเวลา | สิ่งที่ต้องทำ | สิ่งที่บ่งชี้ว่าจบแล้ว |
|---|---|---|
| วันที่ 1 ถึง 30 | ทำทะเบียนเครื่องจักร ตามหาที่อยู่ของไฟล์โปรเจกต์ ดึงโปรแกรมจากเครื่องจริงมาเทียบส่วนต่าง | รายการเครื่องเป้าหมายถูกกรอกครบ |
| วันที่ 31 ถึง 60 | ตัดสินขอบเขตงานเปลี่ยน จัดทำเอกสารข้อกำหนด และสรุปร่างข้อตกลงทั้ง 6 ข้อ | ข้อกำหนดถูกตรึงแล้ว |
| วันที่ 61 ถึง 90 | ออกเอกสารขอราคา เก็บใบเสนอราคาแยกยอดย่อยจากราว 3 บริษัท ประเมินด้วย 5 เกณฑ์ แล้วตัดสินใจสั่งงาน | เลือกผู้รับงานได้ |
ช่วงวันที่ 1 ถึง 30 จะกินเวลามากที่สุดตรงการดึงโปรแกรมจากเครื่องจริงมาเทียบกับไฟล์ที่มีอยู่ และตรงนี้เองที่เส้นทาง (ค) เรื่องรหัสผ่าน กับเส้นทาง (ง) เรื่องไฟล์คนละเวอร์ชัน จะถูกเปิดโปง การทำให้เรื่องเหล่านี้โผล่ออกมาให้เร็วที่สุด คือเป้าหมายสูงสุดของ 90 วันนี้
อนึ่ง มีข้อควรระวังเรื่องเวลา 90 วันนี้คือช่วงเวลาที่ใช้ ตัดสินใจเลือกผู้รับงาน ไม่ใช่แผนสำหรับให้ทันวันปิดรับออร์เดอร์ นับจากวันที่เผยแพร่บทความนี้คือ 30 กรกฎาคม 2026 ถึงวันที่ 30 กันยายน เหลือเพียง 62 วัน ถ้าเดินตามลำดับ 90 วันจนจบก็จะเลยกำหนดไปแล้ว ดังนั้นถ้ามีเครื่องที่ติดกำหนดนี้ ให้ แยกการจัดซื้อตัว CPU ออกจากการย้ายโปรแกรม ใช้ช่วงวันที่ 1 ถึง 30 เพื่อชี้ชัดว่าต้องซื้อรุ่นไหนบ้าง แล้วล็อกฮาร์ดแวร์ให้ได้ก่อนถึงวันปิดรับออร์เดอร์ ส่วนการย้ายโปรแกรมและการตรวจสอบค่อยทำตามมาได้ หลักคือทำให้ซื้ออะไหล่ได้ก่อน แล้วค่อยจัดการเนื้อในทีหลัง
สรุป
การจ้างพัฒนาโปรแกรม PLC จากภายนอกดูเผิน ๆ เหมือนเรื่องเทคนิค แต่เนื้อแท้คือ งานตัดสินใจว่าจะให้อะไรเหลืออยู่กับโรงงานของเรา ทั้งซอร์สโค้ด คีย์ปลดล็อกรหัสผ่าน สิทธิ์ในการแก้ไข เอกสารที่ทีมของเราอ่านออก และปลายสายที่โทรหาได้เมื่อเครื่องหยุด ถ้าสิ่งเหล่านี้อยู่ฝั่งเรา งานเปลี่ยนเครื่องหรืองานดัดแปลงครั้งถัดไปเราจะยังอยู่ในฐานะคนที่เลือกผู้รับงานได้ ถ้าไม่เหลืออยู่เลย ตัวเลือกก็จะมีเพียงเจ้าเดียวตั้งแต่ต้น
และตอนนี้เป็นช่วงที่เส้นตายมาเรียงต่อกัน ทั้ง MELSEC-Q Universal Model QCPU ที่ปิดรับออร์เดอร์วันที่ 30 กันยายน 2026 และ CJ2 ของ Omron ที่มีกำหนดสิ้นเดือนมีนาคม 2027 กับสิ้นเดือนมีนาคม 2028 รออยู่ ยังไม่ต้องตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนเครื่องหรือไม่ก็ได้ แต่การทำทะเบียนเครื่องจักรเพื่อให้รู้ว่า “ช่องไหนยังว่างอยู่” นั้นเริ่มได้เลย เท่านี้ก็เพียงพอสำหรับการเริ่มต้น
TOMAS TECH รับพัฒนางานด้านไอทีในโรงงานและงาน FA กับระบบอัตโนมัติให้ผู้ผลิตในประเทศไทย ทั้งโรงงานญี่ปุ่นและโรงงานไทย หากติดขัดว่าจะเริ่มทำทะเบียนเครื่องจักรอย่างไร หรือจะตรวจสภาพโปรแกรมที่ใช้อยู่ด้วยวิธีไหน คุยกันได้ตั้งแต่ก่อนถึงตอนสั่งงาน ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนเครื่องหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ติดต่อเราได้ที่หน้าติดต่อเรา
คำถามที่พบบ่อย
การจ้างพัฒนาโปรแกรม PLC จากภายนอกมีค่าใช้จ่ายเท่าไร
เปลี่ยนไปตามประเภทของงาน (พัฒนาใหม่ / ดัดแปลง / เปลี่ยน PLC ใหม่) และจำนวนจุดที่ควบคุม จึงบอกเป็นตัวเลขเดียวไม่ได้ แต่ถ้าอ่านใบเสนอราคาโดยแยกเป็นชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 5 จะเทียบกันได้ ตัวอย่างอ้างอิงจากผู้เปิดเผยโครงสร้างต้นทุนตู้คอนโทรลในประเทศญี่ปุ่นระบุไว้ที่ ค่าออกแบบประมาณ 40,000 เยน/คน-วัน ค่าโปรแกรมประมาณ 40,000 เยน/คน-วัน ค่าประกอบประมาณ 30,000 เยน/คน-วัน ค่าทดสอบในโรงงานประมาณ 40,000 เยน/คน-วัน และค่าทำงานหน้างานประมาณ 40,000 เยน/คน-วัน นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง ไม่ใช่การฟันธงราคากลาง และทุกรายการเป็นค่าแรงงานต่อคน-วัน ไม่รวมค่าอุปกรณ์อย่างตัว PLC และอุปกรณ์ไฟฟ้า
จ้างเขียนโปรแกรม PLC แล้วจะได้ซอร์สโค้ดมาด้วยเสมอหรือไม่
ไม่ได้มาโดยอัตโนมัติ ถ้าไม่ได้เขียนไว้ในสัญญา การส่งมอบเฉพาะไฟล์ที่คอมไพล์แล้วก็ไม่ถือว่าผิดสัญญา ตอนสั่งงานจึงต้องระบุให้ชัด 4 เรื่อง คือ ส่งมอบไฟล์โปรเจกต์หรือไม่และเป็นไฟล์ชนิดใด การจัดการรหัสผ่านกับผู้เก็บรักษาคีย์ปลดล็อก ลิขสิทธิ์เป็นของใครหรือขอบเขตสิทธิ์การใช้งานที่รวมการดัดแปลง และสิทธิ์ที่จะให้บุคคลที่สามเข้ามาแก้ไข ส่วนเครื่องที่ส่งมอบไปแล้ว ยังพอมีช่องเจรจาได้ในจังหวะต่อสัญญาบำรุงรักษา
ควรจ้างออกแบบตู้คอนโทรลและประกอบตู้คอนโทรลกับบริษัทเดียวกันหรือไม่
แยกก็ได้ รวมก็ได้ แต่ถ้าจะแยก เงื่อนไขคือ ต้องระบุตัวบริษัทที่รับผิดชอบความสอดคล้องของภาพรวมไว้ก่อน การแยกงานออกแบบ (ชั้นที่ 1) กับงานประกอบ (ชั้นที่ 4) ไปคนละเจ้าอาจได้ราคาต่อหน่วยที่ถูกลง แต่เมื่อเกิดปัญหาจะเสียเวลาไปกับการหาว่าต้นเหตุมาจากการออกแบบหรือการประกอบ ยิ่งเป็นงานที่ข้ามประเทศ การถกเถียงเรื่องนี้ยิ่งกินวัน ถ้าเป็นการร่วมงานกับคู่ค้ารายใหม่เป็นครั้งแรก การสั่งรวมที่เดียวมักจบเร็วกว่าในทางปฏิบัติ
ควรเปลี่ยน PLC ของเครื่องจักรเก่าเมื่อไร
มีสิ่งที่ใช้ตัดสิน 3 อย่าง อย่างแรกคือกำหนดยุติการผลิตและสิ้นสุดบริการซ่อมของผู้ผลิต กรณี MELSEC-Q Universal Model QCPU คือปิดรับออร์เดอร์วันที่ 30 กันยายน 2026 และสิ้นสุดบริการซ่อมวันที่ 31 ตุลาคม 2033 อย่างที่สองคือผลกระทบต่อการผลิตเมื่อเครื่องนั้นหยุด อย่างที่สามซึ่งจริง ๆ แล้วสำคัญที่สุดคือ มีโปรแกรมและเอกสารอยู่ในมือหรือไม่ เครื่องที่ไม่มีของสองอย่างนี้ จะประเมินไม่ได้เลยว่าตั้งแต่เริ่มลงมือจนจบต้องใช้เวลาเท่าไร อย่านับถอยหลังจากวันสิ้นสุดบริการซ่อม แต่ให้นับถอยหลังจากว่าตอนนี้เราขาดอะไรอยู่บ้าง
การออกแบบหน้าจอ HMI และหน้าจอทัชสกรีนคิดค่าใช้จ่ายแยกหรือไม่
ส่วนใหญ่จะคิดเป็นชั่วโมงงานแยกจากซอฟต์แวร์ PLC ซึ่งตามการแบ่งของบทความนี้คือชั้นที่ 3 ชั่วโมงงานเปลี่ยนไปตามจำนวนหน้าจอ การรองรับหลายภาษา ความละเอียดของการแสดงผลการแจ้งเตือนและกราฟแนวโน้ม และการมีระบบจัดการสูตรการผลิตหรือไม่ สำหรับโรงงานในไทย แนะนำให้ใส่ การสลับภาษาที่แสดงผล (ไทย / อังกฤษ / ญี่ปุ่น) ไว้ในข้อกำหนดตั้งแต่แรก เพราะการเติมเข้าไปทีหลังมักต้องรื้อการจัดวางหน้าจอใหม่ ทำให้แพงกว่า
ประกอบตู้คอนโทรลในประเทศไทยแล้วต้นทุนถูกลงหรือไม่
คำตอบต่างกันไปตามชั้น งานติดตั้งและเดินเครื่องหน้างาน (ชั้นที่ 5) เป็นชั้นที่เห็นผลต่างชัดที่สุด เพราะประหยัดค่าเดินทาง ค่าที่พัก และเวลารอคอยเมื่อเทียบกับการส่งคนมาจากญี่ปุ่น ส่วนงานออกแบบและซอฟต์แวร์ (ชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 3) ก็เป็นค่าแรงงานเป็นหลักจึงได้รับผลจากราคาต่อหน่วยในประเทศ ในทางกลับกัน ค่าอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบตู้ (ซึ่งบทความนี้กันไว้นอก 5 ชั้น) ถ้าเป็นของนำเข้าจะเป็นราคาตลาดโลกบวกค่าใช้จ่ายนำเข้า จึงไม่ต่างจากญี่ปุ่นมากนักหรืออาจแพงกว่า ขอให้เข้าใจว่าไม่ใช่ “ถูกลงทั้งหมด” แต่ มีชั้นที่เปลี่ยนและชั้นที่ไม่เปลี่ยน นอกจากนี้ยังต้องตรวจล่วงหน้าว่าขอบเขตงานของเราต้องรองรับ มอก. และ IEC 61439 แค่ไหน และต้องมีลายเซ็นรับรองจากวิศวกรที่มีใบอนุญาตจากสภาวิศวกรในส่วนใดบ้าง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Mitsubishi Electric Technical News FA-D-0418-A (ประกาศยุติการผลิต MELSEC-Q Universal Model QCPU)
- Mitsubishi Electric รายการสินค้า MELSEC-Q ที่ยุติการผลิต
- ตารางสรุปกำหนดยุติการผลิตอุปกรณ์ FA (MELSEC-Q)
- Omron ข้อมูลล่าสุดของสินค้าที่ยุติการผลิตและรุ่นทดแทนที่แนะนำ
- Takashima Denki ประกาศเลื่อนและยกเลิกกำหนดยุติการผลิต PLC ซีรีส์ CS1/CJ ของ Omron
- โครงสร้างต้นทุนตู้คอนโทรล (ตัวอย่างราคาต่อคน-วัน)
- แรงดันไฟฟ้าของแต่ละประเทศ (海外仕様 制御設計.COM)
- JETRO ภาพรวมมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของไทย (TIS) และการขอเครื่องหมายรับรอง
- มาตรฐานตู้ไฟฟ้า IEC กับ มอก.
- สภาวิศวกร (Council of Engineers Thailand)
- ความต่างของบทบาทระหว่าง IEC 60204-1 กับ IEC 61439-1 (GT Engineering)
- An Overview of IEC 61131-3 (control.com)
- Systemic Challenges in PLC Programming and Maintenance: Vendor Lock-In
- Ransomware targets factory VPNs as Secomea urges OT remote access overhaul (VIR)
- Why Thailand’s Manufacturing Sector Is Facing a Talent Bottleneck
- Thailand Secures $43.6bn 1H 2026 Investment Surge (BOI OSOS)
- Keep up with IEC control cabinet standards (Siemens)
- Vietnam: New Import Rules on Used Machinery (Circular 30/2025/TT-BKHCN มีผล 1 มกราคม 2026)